นายกฯ สั่งเข้มมาตรการสนามบิน หลังแอร์ขนเฮโรอีน พบครึ่งปี 69 เจอแล้ว 6 คดีขนยาเสพติด เร่งหามาตรการป้องกัน ไม่ให้นานาชาติมองไทยเป็นจุดอ่อน ถาม ลูกเรือ-กัปตัน มีช่องทางพิเศษ ถูกหลักสากลแล้วหรือ
วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยได้กล่าวเบื้องต้นว่า ขออภัยในเรื่องของความล่าช้าในที่ประชุม เนื่องจากวันนี้มีประเด็นสำคัญหลายเรื่องที่จะต้องร่วมกันหารือในหลายหน่วยงาน แต่ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน จึงให้เรื่องอื่น ๆ ได้ผลสรุปเป็นที่เรียบร้อยก่อน เช่น การทุจริตสอบราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มิเช่นนั้นจะมีสิ่งที่คาศีรษะ และสมองอยู่ อาจทำให้ประชุมไม่รู้เรื่อง และต้องขอขอบคุณที่ทุกคนมาร่วมประชุมวันนี้
...
นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า การประชุม ป.ป.ส.ถือเป็นการประชุมนัดแรกของรัฐบาลชุดนี้ ตามมาตรา 10 ของประมวลกฎหมายยาเสพติดที่กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ส.ต้องมีการประชุมอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง ซึ่งเมื่อวานนี้ตนได้รับบรีฟเบื้องต้นจากเลขาฯ ป.ป.ส.ในประเด็นต่างๆ ที่จะประชุมเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนี้ตนได้ให้นโยบายไปว่า จะต้องมีการประชุมไตรมาสละ 1 ครั้ง แต่หากมีประเด็นที่สำคัญต้องรบกวนว่าอาจมีการประชุมเพิ่มเติมมากกว่า 4 ครั้ง
นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ได้รับทราบจากเลขาฯ ป.ป.ส.ว่า โดยปกติแล้วนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้กำกับดูแล แต่ก็สามารถมีรองนายกรัฐมนตรี ที่สามารถเข้ามากำกับดูแลได้ แต่ตนขอกำกับดูแลหน่วยงานนี้เอง ซึ่งเพิ่งทราบว่าหน่วยนี้ไม่เคยมีนายกฯ มาดูแลด้วยตัวเอง ตนน่าจะเป็นนายกฯ คนแรกที่มาดูแล ป.ป.ส.เอง ต้องแจ้งให้ทราบว่าตนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับทุกคน และกำกับดูแลหน่วยงานนี้เอง และเมื่อตนมากำกับดูแลด้วยตัวเอง นอกจากเรื่องที่เป็นไปตามระเบียบราชการแผ่นดินแล้ว ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าตนจะให้การสนับสนุนและทุกอย่างร่วมกับคณะกรรมการ ป.ป.ส.ทุกคนในการทำให้ปัญหายาเสพติดได้รับการแก้ไข ปราบปราม และกำจัดให้หมดไป ภายใต้ขอบเขตหน้าที่ที่มีอยู่ ขอให้ทุกคนมั่นใจว่า เราต้องดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะถือเป็นวาระแห่งชาติ ถือเป็นสิ่งที่เราต้องร่วมกันแก้ไข และใช้โอกาสในสถานะที่ตนเองมีอยู่ สามารถเชื่อมประสานกับหน่วยงานทุกหน่วยงาน ข้าราชการ ภาคเอกชน และองค์กรอิสระ ได้ในฐานะนายกรัฐมนตรี ต้องใช้โอกาสนี้แสวงหาความร่วมมือ
นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาตนได้ให้ความสำคัญอย่างเต็มที่ พร้อมชื่นชมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ส. ทหาร ฝ่ายปกครอง และ DSI ที่ให้ความร่วมมือมีการแถลงข่าวการจับ ป้องกันและปราบปรามแทบทุกเดือน กี่ล้านกิโลกรัม กี่ล้านเม็ด สิ่งที่รัฐบาลทำคือการเป็นอุปสรรคให้บุคคลเหล่านี้ไม่สามารถลำเลียงของไปถึงปลายทาง แต่ก็มีสิ่งที่เล็ดลอดออกไปได้อย่างแน่นอน แต่เรายังไม่สามารถไปกำจัดที่ต้นทางได้ ตนจึงได้หารือกับทางกองทัพว่าทำอย่างไรจะสามารถกำจัดเรื่องของกระบวนการค้ายาเสพติดต้นทางได้ มิเช่นนั้นเราจะเป็นตำรวจจับขโมยไปเรื่อย ๆ ผลงานประชาชนก็ชื่นชม ทำให้กลุ่มค้ายาเสพติดประสบความยากลำบาก แต่มันก็ไม่จบสักที มีการเปลี่ยนวิธีการเปลี่ยนแนวทางไปเรื่อย ๆ สิ้นเปลืองงบประมาณ และบุคลากรต่าง ๆ เพราะบางทีการปะทะกันโชคดีที่ยังมีการสูญเสียน้อย แต่เหตุใดต้องเอาเจ้าหน้าที่ของเราไปเสี่ยง “ไอพวกที่หาสัญชาติก็ยังไม่มี” แอบเข้ามา ตนก็ถือคุณค่าชีวิตเจ้าหน้าที่ของเรา ที่ได้รับการฝึกฝนและรับราชการมา เอาไปแลกกับคนที่สะพายเป้ ตราบใดที่ยังกำกับดูแลตรงนี้จะไม่ยอมให้เอาเจ้าหน้าที่ไปเสี่ยง ดังนั้นต้องมานั่งคิดหาต้นทางต้นตอเพื่อปราบปราม
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ระยะเวลา 10 เดือนที่ร่วมทำงานกันมา ตนคิดว่าหน่วยงานต่าง ๆ ทุ่มเทการทำงาน โดยเฉพาะหัวหน้าส่วนราชการไม่มีนอกหรือในอย่างแน่นอน ด้วยทีมงานที่ไปพบด้วยฟังรายงาน หารือ และรับทราบข้อเสนอแนะ และนำข้อสั่งการของตนไปปฏิบัติทุกคนก็ถือว่าปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเท และยังไม่รู้สึกว่ามีเกลือเป็นหนอน หรือมีพิษ และตนก็เชื่อในความรู้สึกจึงขอให้เชื่อมั่นในตรงนี้ ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ไม่ได้สร้างความเสียหายให้เฉพาะคนที่เสพ แต่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง สร้างความเสียหายกับประเทศไทย ถ้าหากเราแก้ปัญหาไม่ได้ศักดิ์ศรีของความเป็นประเทศไทย หากเดินทางไปต่างประเทศก็จะถูกตรวจเป็นพิเศษ และอาจมีวีซาพิเศษแต่คนอื่นเข้าไปได้ง่าย ๆ หากเราไม่แก้ปัญหานี้อีกหน่อยเดินทางไปต่างประเทศเห็นหนังสือเดินทางจากประเทศไทย ก็อาจโดนผายมือขอเชิญให้ไปตรวจเข้มก่อน และก่อให้เกิดความเสียหายตามมาต่าง ๆ นานา และยาเสพติดยังก่อให้เกิดอาชญากรรม ความไม่ปลอดภัย นำไปสู่สังคมที่เสื่อมโทรม การลงทุนต่างประเทศก็ไม่มา เราแทบไม่มีทางเลือกเลยที่จะประนีประนอม หากมีกระบวนการค้ายาเสพติดเช่นนี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนเรื่องหนึ่ง วันนี้จะเชิญชวนทุกคนมาร่วมพิจารณาหารือแนวทาง และทบทวนการแก้ไขการปราบปรามยาเสพติด หลังเกิดเหตุแอร์โฮสเตสสาว สายการบินการบินไทย ขนเฮโรอีนที่ซุกซ่อนในกระเป๋าผ้า เข้าไปที่ประเทศออสเตรเลีย และถูกทางการออสเตรเลียจับกุมตัว จากรายงานพบว่าช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีผู้เดินทางจากไทย และถูกตั้งข้อหาในคดีลักลอบนำเข้ายาเสพติดเชิงพาณิชย์แล้วอย่างน้อย 6 คดี ซึ่งถือว่ามากสำหรับประเทศอย่างออสเตรเลีย และทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหาย เราจึงต้องหามาตรการป้องกัน เพื่อให้นานาชาติเห็นว่าเรามีการตอบสนองต่อเรื่องนี้ และถ้าเป็นไปได้อยากจะถามว่าเรามีมาตรการที่เป็นมาตรฐานของนานาชาติเพียงพอแล้วหรือยัง
“มาตรการขาออก เพราะไม่ว่าเราจะมีมาตรการแข็งขนาดไหน ถ้าคนจะทำ จะลักลอบ มันก็ลักลอบได้ จึงไปดูว่าจะสามารถกันขาออกได้มากแค่ไหน ขาเข้าไม่ต้องห่วงหรอก เพราะส่วนใหญ่ออกจากประเทศไทยก็ไปถูกจับที่ขาเข้าของประเทศอื่นอยู่ดี ดังนั้นจะทำอย่างไรที่ไม่ให้ประเทศอื่นมาโทษว่านี่คือจุดอ่อน”
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า วันนี้ที่บินออกไปโดยสายการบินการบินไทย ซึ่งแม้ว่าตอนนี้จะไม่มีสถานะเป็นสายการบินของรัฐบาล แต่ก็เข้าใจกันว่า เป็นสายการบินแห่งชาติและออกจากสนามบินของประเทศไทย โดยลูกเรือที่มีเอกสิทธิ์ในระดับหนึ่ง
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ขอแก้ไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมออกมาระบุว่า ต้องให้เกียรติลูกเรือ ส่วนตัวคิดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคงใช้คำผิด ก่อนจะตั้งคำถามว่าคนที่เป็นลูกเรือ กัปตัน นักบิน มีช่องทางพิเศษถือเป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานของประเทศอื่นหรือไม่ ตรงนี้เป็นมาตรฐานทั่วไปหรือไม่อย่างไรประเทศอื่นทำอย่างนี้หรือไม่ และช่องทางอื่นที่สามารถรั่วไหลออกไปสามารถขนยาเสพติดไปถึงตรงนั้นได้หรือไม่ เราต้องหาทางออกร่วมกัน เพื่อที่ได้แถลงว่าเราทำตามมาตรฐานสากลทุกประการ