ปธ.ผู้ตรวจการแผ่นดิน จับมือ สสส. เดินหน้าป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน ผลักดันกฎหมายเยียวยาเหยื่อเมาแล้วขับให้ทันท่วงที ชงมาตรการแก้ปัญหาคนไร้บ้านทั้งระบบให้ ครม. พิจารณาแล้ว


เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) บูรณาการการดำเนินงานด้านการแก้ไขความเดือดร้อน การเสริมสร้างความเป็นธรรม และการสร้างเสริมสุขภาวะของประชาชน ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ว่า สสส. กับ สผผ. มีความร่วมมือกันมาอย่างยาวนานแล้ว และเริ่มยกระดับความร่วมมือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 เรื่องความปลอดภัยทางถนนและทางม้าลาย จากนั้นขยายไปหลายเรื่อง ทั้งเรื่องผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบางคนไร้บ้าน การคุ้มครองผู้บริโภค รถรับส่งนักเรียน 

ปัจจุบัน สผผ. กับ สสส. กำลังดำเนินการเรื่องรถบริการแบบไม่ประจำ ทั้งที่โรงเรียนใช้บริการ หรือ ประชาชนทั่วไปใช้บริการในเทศกาลต่างๆ รวมทั้งยังมีอีกหลายเรื่องที่ดำเนินการร่วมกัน การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อสะท้อนระดับความร่วมมือทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนและยกระดับคุณภาพชีวิต และพัฒนาอย่างยั่งยืนในสังคมไทย รวมถึงดูแลประชาชนให้ทั่วถึงและไม่ทิ้งใครไว้ด้านหลัง ซึ่งเราจะดำเนินความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง และจะมีกิจกรรมใหม่ๆที่จะร่วมกันต่อไปเพื่อดูแลประชาชน 

นายทรงศัก กล่าวอีกว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกี่ยวกับด้านอุบัติเหตุ มีส่วนการป้องกัน เราเห็นว่าทาง สสส. มีเครื่องมือและทำการรณรงค์ และสิ่งที่เราเสนอแนะไปเราได้พยายามช่วยประสานทุกหน่วยที่รณรงค์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยกำหนดเป้าหมายที่สำคัญเพื่อให้การรณรงค์ไปสู่เป้าหมายได้ อาทิ อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดในทางหลวงชนบท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์ โดยขณะนี้เรามุ่งเป้าไปที่ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และโรงเรียน เป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ ซึ่งเราพยายามเชิญภาคีเครือข่ายมาร่วมกันดำเนินการกับเรื่องนี้

...

สำหรับมาตรการสำคัญที่เราเสนอไป โดยใช้งบมาปรับโครงสร้างมาตรการความปลอดภัยในหลายเรื่อง เช่น การแก้ไขกฎหมายและการมีกฎหมายเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันที่เห็นเป็นรูปธรรม คือ การบังคับใช้ความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเขตชุมชน และในส่วนกรุงเทพมหานคร ซึ่งเดิมใช้ความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลดลงให้เหลือ 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อเสนอร่วมกันระหว่าง สสส. กับ สผผ. และภาคีเครือข่าย รวมทั้งพยายามผลักดันให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประชุมประสานงานอย่างสม่ำเสมอ ในทุก 2-3 เดือน 

“ส่วนการเยียวยาชดเชย ตนคิดว่า สสส. และ สผผ. พยายามผลักดันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และดูว่ากองทุนที่มีอยู่สามารถนำมาใช้ได้อย่างรวดเร็วครอบคลุมทันท่วงทีหรือไม่ เนื่องจากบางรายที่เป็นผู้ประสบเหตุแม้จะเป็นผู้มีชื่อเสียงในสังคมและผ่านไปแล้วหลายปีก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาชดเชย ปัจจุบันได้เสนอเป็นหลักการไปแล้วและพยายามผลักดันให้เกิดการทบทวนร่วมกับ สสส. ต่อไป”

เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลตัดสิน แต่ผู้กระทำผิดและทำให้ผู้อื่นเกิดการสูญเสีย สุดท้ายผู้กระทำผิดเลือกที่จะไม่ชดใช้เยียวยา และยังหลบหนีไป ซึ่งมาตรการความร่วมมือจะครอบคลุมในส่วนนี้ด้วยหรือไม่ นายทรงศัก กล่าวว่า สผผ. จะพยายามผลักดัน เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นการบังคับใช้กฎหมายและการบังคับคดีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เราจะทบทวนว่าจะทำให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไรโดยที่ไม่ทำให้ผู้กระทำผิดหลีกเลี่ยงหรือหลบหนีไป 

นายทรงศัก กล่าวต่อไปถึงมาตรการดำเนินงานด้านการแก้ไขความเดือดร้อนกลุ่มเปราะบาง-คนไร้บ้านนั้น สผผ. ได้มีคำวินิจฉัยหรือข้อเสนอแนะเสนอไปที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วทั้งสองเรื่อง และอยู่ในระหว่างการติดตาม รวมทั้งเสนอไปที่ กทม. ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือ การบริการ รวมถึงที่อยู่อาศัย ซึ่งเราเสนอไป 3 ระยะประกอบด้วย 1. จุดบริการประจำวัน สำหรับคนไร้บ้าน ใน 6 จุดทั่วกรุงเทพฯ 2.การอาศัยอยู่ชั่วคราว 30 วัน ซึ่งตั้งบ้านอิ่มใจ ขณะนี้อยู่ระหว่างเริ่มดำเนินการ 3 .อาจต้องมีที่พักอาศัยระยะยาว เพราะคนไร้บ้านบางคนไม่สามารถช่วยตนเองได้ จึงต้องมีสถานที่ระยะยาวในการรองรับ และสร้างรายได้ให้คนเหล่านี้ 

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวเสริมว่า สสส. เปรียบเสมือนน้ำมันหล่อลื่นที่จะไปขับเคลื่อนกลไกต่างๆ ที่มีอยู่ ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคประชาสังคมที่ต้องทำงานร่วมกันกับภาคประชาชน ซึ่งกลไกต่างๆที่อาจยังไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่ สผผ. ให้ความสำคัญจะเป็นผู้ขันน็อตให้กลไกต่างๆแน่นขึ้นและสามารถประสานกัน ให้ขับเคลื่อนเรื่องต่างๆเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดีขึ้น จึงเป็นกฎหมายสำคัญในการทำงานร่วมกันและสามารถทำให้ลดความเหลื่อมล้ำได้จริงๆ ทั้งนี้หากเราสร้างโอกาสให้ทุกคนจะทำให้ประชาชนที่ขาดโอกาสได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแม้จะไม่สามารถมีคุณภาพที่เท่ากันได้ก็ตาม

นายแพทย์พงศ์เทพ กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่ผู้กระทำผิด เช่น การจราจรโดยประมาท จนทำให้ผู้อื่นเกิดการสูญเสีย หรือเสียชีวิต และไม่ชดเชยค่าเสียหายนั้น ส่วนตัวคิดว่า หาก สผผ. ทำงานเชื่อมโยงเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมสามารถเอาผิดและดำเนินการให้เข็ดหลาบได้ จะช่วยป้องกันในลักษณะอุบัติเหตุให้ลดลงได้ และการบังคับใช้กฎหมายจึงเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อทำให้ผู้กระทำผิดก็รู้สึกว่าไม่กล้าทำ และจะทำให้ผู้กระทำผิดต้องจ่ายและชดใช้รวมถึงชดเชยกับสิ่งที่เขาได้ทำ ดังนั้นจึงต้องลงโทษให้ชัดและลงโทษให้จริง เขาก็จะไม่กล้ากระทำผิด จึงจะทำให้ปัญหาอุบัติเหตุประสบความสำเร็จได้ 

ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน หลังมีเรื่องร้องเรียนภาครัฐมากถึง 5,000 เรื่อง 

ในส่วนของการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ทั้งรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน และรัฐธรรมนูญยังให้อำนาจในการหยิบยกปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยมีเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในขณะนี้จำนวน 5,000 เรื่อง ส่วนเรื่องที่เราหยิบยกขึ้นมาดำเนินการก็มีมากขึ้น มีการติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของสังคม มีปัญหาที่ไหนก็จะส่งทีมเคลื่อนที่เร็วลงไป ขณะนี้แก้ไขไปได้หลายเรื่อง และพยายามแก้ไขปัญหาที่รากฐาน ที่ระบบ และโครงสร้าง เนื่องจากมีเรื่องร้องเรียนซ้ำๆ เข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงต้องแก้ปัญหาที่โครงสร้างและรากฐาน 

ขณะนี้เรื่องร้องเรียนปัญหาเชิงระบบ 41 เรื่อง และในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ เช่น การจัดการศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ได้ดำเนินการจัดบริการสาธารณะ หรือทำหน้าที่ครบถ้วนหรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ 45 เรื่อง หลายเรื่องได้ดำเนินการร่วมกับ สสส. 

ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยอมรับว่า ประชาชนบางส่วนยังไม่ทราบว่าสามารถใช้ช่องทางของผู้ตรวจการแผ่นดิน ในการเสนอแก้ไขกฎหมายได้ จากการทำงานร่วมกับ สสส. โดยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ในเรื่องความปลอดภัยบนถนน ทางม้าลาย และกรณีหมอกระต่ายถูกชนระหว่างข้ามทางม้าลาย ทำให้มีภาคีเครือข่ายด้านต่างๆ ในการจัดกิจกรรมรณรงค์และนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายกฎระเบียบให้มีความคล่องตัวและมีผลบังคับใช้ รวมทั้งการสร้างความตระหนักรู้ วัฒนธรรมความปลอดภัย และวัฒนธรรมการเคารพกฎระเบียบจราจร นอกจากนี้เรายังได้ร่วมกันดำเนินการดูแลผู้สูงวัย รถรับส่งนักเรียน การดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและคนไร้บ้าน วันนี้จึงถึงเวลาที่จำเป็นต้องมีความร่วมมืออย่างเป็นทางการ และการลงนามจะสามารถขับเคลื่อนความร่วมมือได้อย่างเป็นระบบ  

นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมาย ถือเป็นความสลับซับซ้อนและล่าช้าของระบบที่เป็นโจทย์ที่ต้องร่วมกันแก้ไข เพราะไม่สามารถทำสำเร็จได้เพียงองค์กรเดียว ซึ่ง สสส.ทำงานโดยยึดหลักเบญจภาคี คือ 1. เรามีวิชาการ ยกร่างกฎหมายต่างๆ ล่าสุดคือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่กำลังรอคลอด 2. ส่วนราชการ 3. ภาคเอกชน 4. ท้องถิ่น และ 5. ภาคประชาสังคม บางเรื่องใช้ราชการ บางเรื่องก็ใช้ภาคประชาสังคมเป็นหลัก แต่บางเรื่องเราก็ยังขับเคลื่อนได้ช้า เชื่อว่าเมื่อองค์กรอิสระเข้ามาร่วมก็จะกลายเป็นทศภาคีช่วยสานพลังอย่าง หวังว่าวันนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินและ สสส. เมื่อได้ร่วมกันก็จะยิ่งเป็นพลังของการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น.