ปชน. เปิดวิสัยทัศน์ Offset Policy เปลี่ยนงบกลาโหมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันไทยสู่ Middle Power เลิกเป็นเพียงผู้ซื้ออาวุธ แต่ใช้ทุกเม็ดเงินความมั่นคงสร้างเทคโนโลยี สร้างงาน อุตสาหกรรมประเทศ


วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการทูตของไทยในโลกยุคใหม่” ประกาศวิสัยทัศน์ใช้นโยบาย Offset Policy เปลี่ยนงบซื้ออาวุธให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศอำนาจขนาดกลาง 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า Offset Policy คือมาตรการจัดซื้อแบบชดเชย เป็นนโยบายที่ประเทศผู้ซื้ออาวุธกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากการซื้ออาวุธโดยตรง โดยผู้ขายต้องเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ กลับมายังประเทศผู้ซื้ออาวุธด้วย ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถเป็นผู้ซื้ออาวุธได้เพียงอย่างเดียว ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตัวเองขึ้นมาด้วย ซึ่งนโยบาย Offset Policy เป็นก้าวสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขึ้นมา 

ทั้งนี้ ไทยยังสามารถใช้ Offset Policy ร่วมกับประเทศพันธมิตรรายอื่นๆ สร้างการทูตแบบใหม่ของกลุ่มประเทศอำนาจขนาดกลาง (Middle Power) เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อิสราเอล สวีเดน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเทศเหล่านี้มีเทคโนโลยีด้านยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย และมีความจริงใจในการเจรจาเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับวิศวกรชาวไทย สร้างฐานการผลิต ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาวุธในไทย เพื่อให้เงินลงทุนที่มาจากภาษีของคนไทยคุ้มค่ามากที่สุด

...

ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงโมเดล “Triple Helix” ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาวิจัย ที่จะถูกเชื่อมโยงกันด้วย Offset Policy พร้อมยกตัวอย่างเกาหลีใต้ ที่ใช้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ภาควิจัย และภาคเอกชน จนพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานของตนเองภายใต้โครงการ KF-21 และขยายความร่วมมือไปยังประเทศอินโดนีเซีย มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และให้อินโดนีเซียเป็นฐานการผลิตบางส่วน และนี่คือตัวอย่างความร่วมมือระหว่างชาติที่เป็น Middle Power ด้วยกัน

พรรคประชาชน ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และพัฒนาอุตสาหกรรม ที่กำหนดเงื่อนไขให้การจัดซื้อขนาดใหญ่ของภาครัฐจำเป็นต้องมี Offset Policy โดยไม่จำกัดเฉพาะการซื้อยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมการจัดซื้อของหน่วยงานอื่นๆ ด้วย และกำหนดให้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เป็นแกนกลางดูแลเงื่อนไข Offset Policy ของประเทศไทย

“ประเทศไทยมีความพร้อมในทุกเรื่อง สิ่งที่เราต้องทำคือการกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินทางร่วมกันอย่างมีทิศทาง เราต้องใช้การทูตนำการทหาร และเทคโนโลยีนำการพัฒนา”

สำหรับการบรรยายดังกล่าวจัดขึ้นในงานสัมมนาหัวข้อ “รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และพัฒนาอุตสาหกรรม” จัดโดยคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ที่อาคารรัฐสภา โดยมีบริษัทเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มหาวิทยาลัย และผู้แทนจากสถานทูตหลายแห่งมาร่วมงาน 

อีกทั้งในงานมีการเสวนาบนเวที โดยมี รศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน สส.พรรคประชาชน และอดีตอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พล.อ.อ.พิบูล วรวรรณปรีชา กรรมการผู้จัดการ บ.อุตสาหกรรมการบิน จำกัด และนายกฤต กุลหิรัญ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บ.ชัยเสรี เมททัลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ร่วมกันเสวนาเกี่ยวกับ Offset Policy พูดถึงหลักการ ขั้นตอนการทำ Offset รวมทั้งประสบการณ์ ทั้งในฐานะผู้ส่งมอบและผู้รับเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ผ่านกระบวนการ Offset ขณะที่ ในช่วงบ่าย กลุ่มผู้ผลิตอาวุธทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ จะร่วมกิจกรรม Workshop เพื่อความรู้ความเข้าใจต่อนโยบาย Offset Policy ที่มากขึ้น มีทั้งการบรรยายสรุปเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. และขั้นตอนที่แต่ละภาคส่วนจะต้องดำเนินการในการจัดหายุทโธปกรณ์ให้ประเทศไทยในอนาคต.