สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วม ชี้แค่ขุดลอกคูคลองไม่เพียงพอ ต้องขุดคลองสายใหม่ช่วยด้วย ด้าน “ทรงศักดิ์” ยืนยันปีนี้มีแผนรับมือไว้อย่างดี


เมื่อเวลา 13.50 วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายอับดุลอายี สาแม็ง สส. ยะลา พรรคประชาชาติ ได้ตั้งกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรี เรื่องมวลน้ำฝนขนาดใหญ่ที่ส่งผลให้เกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ภาคใต้ หรือ Rain Bomb ซึ่งนายกฯ ได้มอบหมายให้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตอบกระทู้แทน


นายอับดุลอายี กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น เกิดสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ข้อมูลจากสมาคมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทยเผยว่า ฝนตกรุนแรงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ เกิดขึ้นจากสภาวะ Rain Bomb ซึ่งเปรียบเสมือนสึนามิจากท้องฟ้า คือ มวลน้ำฝนที่อาจเกิดในพื้นที่แคบๆ แต่กลับสามารถส่งผลกระทบเป็นวงกว้างได้ ซึ่งล่าสุด เกิดที่อำเภอหาดใหญ่ ที่ผ่านมามี จ.สงขลา มี คลองร.1 ที่คอยระบายน้ำสู่อ่าวไทยได้ ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ปัจจุบัน คลองดังกล่าวไม่สามารถระบายน้ำได้ทันทำให้น้ำเอ่อล้นออกมาจากคลอง จนเกิดผลกระทบในพื้นที่ เช่นเดียวกับที่ตำบลอัยเยอร์เวง จ.ยะลา ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมบนภูเขา และทำให้เกิดดินถล่มลงมาปิดถนน ตัดเส้นทางการเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองตามมา เมืองยะลานี้ถูกขนาบด้วยแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำปัตตานี และแม่น้ำสายบุรี ทำให้เมื่อเกิดฝนตกหนัก ไม่สามารถรองรับน้ำได้ทั้งหมด จะทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงมาก


นายอับดุลอายี กล่าวอีกว่า นักวิชาการประเมินว่า ก่อนหน้านี้การพยากรณ์อากาศสามารถทำได้ล่วงหน้าหลายวันตามปกติ แต่สภาวะ Rain Bomb นี้ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน ตนจึงเป็นห่วง และต้องการตั้งคำถามต่อนายกรัฐมนตรีว่า หากภายในไม่กี่วันข้างหน้า เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก รัฐบาลจะมีมาตรการความปลอดภัยให้คนในพื้นที่อย่างไร

...


ด้านนายทรงศักดิ์ ตอบว่า เรื่องน้ำเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะหากมีมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดอุทกภัย แต่น้ำก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการดำรงชีวิตของประชาชน สำหรับเรื่อง Rain Bomb นั้น พื้นที่ในบริเวณภาคใต้ที่กล่าวมา เป็นลุ่มน้ำฝั่งตะวันออกตอนล่าง ทำให้มีฤดูฝนยาวนาน ตั้งแต่เดือนกันยายน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ และอาจเกิดอุทกภัยในเดือนพฤศจิกายน


ซึ่งรัฐบาลมีความห่วงใย และตระหนักเสมอว่าทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ย่อมมีความสูญเสีย จึงได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติกำหนดมาตรการรับมือ เช่น คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัย ปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์สูบน้ำ พร้อมติดตั้ง ณ บริเวณที่เสี่ยงน้ำท่วม ตรวจสอบความมั่นคงของทำนบกั้นน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำโดยการกำจัดสิ่งกีดขวางต่างๆ


ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้มีการทบทวนและปรับปรุงแผนรับมือภัยพิบัติ เตรียมพร้อมยานพาหนะ อุปกรณ์ รวมถึงเตรียมชุดค้นหาและกู้ภัยให้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง และยังมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเพิ่มขึ้น


ด้านการแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบ ปภ. ได้เฝ้าติดตามและประเมินความเสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดให้มีการแจ้งเตือนต่อประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ และจัดทำแผนความพร้อมรับมืออุทกภัย โดยการเปลี่ยนการแก้ไขเฉพาะหน้า มาเป็นหลักการป้องกันเชิงรุก 3 เรื่อง คือ

1. โครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มประสิทธิภาพการระบายแม่น้ำสายหลัก

2. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ใช้เรดาร์ตรวจจับและเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้การดำเนินการสามารถทำได้ทันท่วงที

3. ด้านการบริหาร ซักซ้อมประชาชนให้มีความพร้อมสำหรับการรับมือภัยพิบัติด้วยตนเอง


ซึ่งล่าสุดได้มีการยื่นเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณแก่ 119 โครงการ ที่มาจากการหารือของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย


ด้าน นายอับดุลอายี จึงกล่าวเสริมว่า เมื่อปลายปี 2567 แม่น้ำปัตตานีไม่สามารถรองรับน้ำที่ไหลมาได้อีกต่อไป ดังนั้นการขุดลอกคูคลองเพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำสายหลักนั้น มีแต่จะทำให้น้ำเอ่อล้น และทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่อีก ตนจึงเสนอว่า ทางแก้ควรเป็นการจัดให้มีการขุดคลองสายใหม่เพื่อช่วยแบ่งเบาการระบายน้ำ จากแม่น้ำสายหลัก อาจจะตอบโจทย์กับปัญหามากกว่า