“อนุทิน-ปลัด มท.” ตั้งโต๊ะแถลง ผลสอบทุจริตท้องถิ่น แก้คะแนนกระดาษคำตอบ ภาค ก.-ภาค ข. ร้อยละ 90 พบ ผู้รับจ้าง-เอกชนเอี่ยวหมด อึ้ง ขรก.ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โยง 5 ราย สั่งสอบวินัยร้ายแรง อุบบอกชื่อ
วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ และนายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันแถลงข่าวเรื่อง การทุจริตข้อสอบท้องถิ่น
โดยนายอนุทิน ระบุว่า หลังจากที่ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงในกรณีการทุจริตข้อสอบท้องถิ่น ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ตนขอชื่นชมคณะกรรมการชุดนี้ที่ได้เร่งทำการสืบสวนสอบสวนในเบื้องต้นเพื่อหาข้อเท็จจริงภายในระยะเวลาที่ตนได้ขอให้ทำเรียบร้อยภายใน 7 วัน และมีรายงานสรุปเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวานนี้ (1 ก.ค.) ซึ่งเมื่อตนเดินทางกลับมาจากราชการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทยก็ได้เข้ามารายงานผลการสืบสวนสอบสวน พร้อมด้วยคณะกรรมการชุดนี้ทุกคนซึ่งมีรองปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานคณะกรรมการในการสืบสวนสอบสวน ซึ่งได้พบความไม่โปร่งใส ไม่สุจริตและมีความพยายามที่จะทำให้เกิดการโกง เพื่อให้บุคคลที่มีความเชื่อมโยงกันได้ผลประโยชน์ และได้รับการคัดเลือกบรรจุเข้าเป็นข้าราชการท้องถิ่น
...
สุ่มตรวจกระดาษคำตอบ 79 ราย ใบคะแนนไม่ตรง 48 ราย
ด้าน รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากการแสวงหาข้อเท็จจริงและบุคคลที่เกี่ยวข้องกว่า 15 ราย ซึ่งบางส่วนเดินทางมาให้ข้อมูลเองและบางส่วนชี้แจงเป็นเอกสารรวมถึงได้รวบรวมเอกสารจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญด้านไอที มาให้ข้อแนะนำ
เบื้องต้นได้มีการตรวจสอบจากทั้ง 10 ศูนย์พบว่าผู้รับจ้างไม่ได้ส่งภาพถ่ายและกระดาษคำตอบให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) โดยทันทีที่ตรวจคำตอบแล้วเสร็จ
โดยได้มีการสุ่มตรวจแฟลชไดรฟ์ที่บันทึกภาพถ่ายและกระดาษคำตอบของทุกคน กับประกาศผลคะแนนซึ่งปรากฏว่าการสุ่มตรวจ 79 ราย พบว่า ใบคะแนน กับสำเนากระดาษคำตอบไม่ตรงกับไฟล์ประมวลผลถึง 48 ราย ซึ่งพบว่ามีการแก้ไขคะแนนทั้งการสอบภาค ก. และภาค ข. เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทำให้ผลคะแนนในภาค ก.เกินกว่าร้อยละ 60 และภาค ข. มีคะแนนสูงเป็นพิเศษถึงร้อยละ 90
ส่วนที่สองคือการประกาศผู้มีสิทธิ์สอบภาค ค. พบว่า ผู้รับจ้าง ได้ส่งผลสอบให้ กสถ. เป็นแฟลชไดรฟ์ แต่ไม่ปรากฏว่า กสถ. ได้นำข้อมูลผลคะแนน ภาค ก. และ ภาค ข. มาสอดทานกับ วิชาเฉพาะ ที่ผู้รับจ้างส่งให้
นอกจากนี้หลังจากมีการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ค. พบว่ายังมีการแก้ไขข้อมูลก่อนที่จะส่งไปประกาศในระบบสารสนเทศอย่างเป็นทางการ ซึ่งพบว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีทั้งเจ้าหน้าที่ของกรมท้องถิ่น ผู้รับจ้างและบริษัทเอกชนภายนอก และอีกหนึ่งกลุ่มคือบุคคลที่ยังไม่ทราบตัวตน
ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินการทางวินัยเบื้องต้น พบว่ามีข้าราชการสามัญสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีมูลอันควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยจำนวน 5 ราย
ภายหลังการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงเรื่องกระดาษคำตอบ โดย นายสันติธร กล่าวว่า สำหรับไฟล์ข้อสอบมีการสำรองเก็บไว้ 2 ชุด อยู่ที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว 1 ชุด และ สถ. 1 ชุด ส่วนคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงรับผิดชอบในฐานะกระทรวงมหาดไทย เข้าไปดูเฉพาะไฟล์กระดาษคำตอบของ สถ. ขณะเดียวกัน เราได้ขอข้อมูลจาก มศว ด้วยอีกทาง แต่เขาไม่ได้ให้มา จึงมีการเปรียบเทียบเฉพาะเอกสารที่มี
ส่วนพฤติการณ์ของข้าราชการพลเรือน 5 รายที่กระทำความผิดนั้นเป็นอย่างไร นายสันติธร ระบุว่า เป็นเพียงการกล่าวหาจากการสอบสวนที่ผ่านมา 5-6 วัน ซึ่งต้องมีการขยายผลทั้งด้านวินัยและอาญา
เมื่อถามว่า เป็นพฤติการณ์แบบผู้สั่งการหรือไม่ นายสันติธรปฏิเสธว่า ยังไม่ใช่ ยังไม่ถึงขนาดนั้น
นายอนุทิน กล่าวต่อว่าเป็นการสอบสวนในเบื้องต้น และกระทรวงมหาดไทยไม่ได้สอบสวนอยู่ฝ่ายเดียว เพราะจากการลงนาม MOU 7 หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ แต่ละหน่วยงานก็มีหลักฐาน และมีการดำเนินการสืบสวนสอบสวน และบางหน่วยงานได้ตรวจสอบลงลึกไปในรายละเอียดมากแล้ว และจะนำข้อมูลต่าง ๆ มารวมกัน ซึ่งในแต่ละหน่วยงานมีอำนาจของตัวเองในการดำเนินคดี เพราะทุกอย่างอยู่ภายใต้ MOU ที่ได้ลงนามไว้ตั้งแต่ตนมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้มีกระแสข่าวเช่นนี้มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว จึงได้สั่งการให้มีการชะลอการสอบ และดำเนินการสอบโดยมีมาตรฐานใหม่ กลไกใหม่ เปลี่ยนจากอีกมหาวิทยาลัยหนึ่งเป็นอีกมหาวิทยาลัย โดยมีการตั้ง TOR ขึ้นมาเพื่อให้มีการคัดเลือก ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้คัดเลือก ระยะเวลา 2 ปีกว่าถึงจะมีการสอบรอบที่ 2 ตนได้สอบถามไปแล้ว ทำไมจึงต้องมาเร่งสอบตอนนี้ เพราะจากการยกเลิกการสอบครั้งที่ผ่านมาทำให้ไม่มีการสอบมาแล้ว 3 ปี ในช่วงปลายปี 2568
ขณะเดียวกัน กลุ่มที่มีการทุจริตการสอบคิดว่ารัฐบาลนี้จะอยู่เพียงแค่ 4 เดือน และไม่ได้รับการเลือกตั้ง จนสามารถกลับมาเป็นรัฐบาลครั้ง จึงไม่ได้เกรงกลัวอะไร รวมถึงไม่คิดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงภายในกระทรวงมหาดไทย จึงไม่มีใครมารายงานเรื่องดังกล่าวกับตนสักคนเดียว
ทั้งนี้หากสอบแล้วไม่มีปัญหาอะไร ไม่เกิดความเสียหายและไม่มีการร้องเรียน ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมคงไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อ 7 หน่วยงานภายใต้ MOU เข้ามายับยั้งการทุจริต จนนำไปสู่การจับกุมบุคคลนี่คือสิ่งที่รัฐบาลได้ทำไว้ และเมื่อตนเข้ามาดำรงตำแหน่งในสมัยที่ 2 ก็คงผิดความคาดหมายจึงต้องมีกระบวนการแก้กระดาษคำตอบ และไฟล์ข้อมูล เห็นได้จากกระดาษคำตอบว่า ในกระดาษคำตอบได้ 45 คะแนนแต่ที่ประกาศผลโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายหรือนางสาวคนนี้ได้ถึง 77 คะแนน ส่วนอีกคนในกระดาษคำตอบได้ 33 คะแนนแต่ในการประกาศเป็น 70 คะแนน ดังนั้นการสุ่มตรวจจำนวน 80 คน อยู่ในลักษณะเช่นนี้ทั้งหมด
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังชี้ให้เห็นว่า กระบวนการทุจริตครั้งนี้ได้เตรียมการมาอย่างดีเนื่องจากกระดาษคำตอบมีรอยดินสอที่ใช้ฝนเพื่อตอบในกระดาษคำตอบล้นออกมา นอกจากนี้มีการกล่าวอ้างว่าเอกสารมีจำนวนมากอาจตรวจสอบไม่ทัน ทำให้มีการสร้างกระดาษคำตอบโดยเทคโนโลยีเอไอขึ้นมา ดังนั้น เมื่อเห็นเช่นนี้ ไม่ต้องถามกันอีกแล้ว เพราะหากเป็นเช่นนี้ มีการทุจริตแน่นอน โดยในส่วนนี้กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง เพราะถือเป็นการสอบทุจริต ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการ
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขอให้พี่น้องประชาชนสบายใจได้ รัฐบาลเป็นคนจับกุมผู้กระทำผิด โดยให้ทั้ง 7 หน่วยงานที่เซ็น MOU ไว้เป็นผู้ตรวจสอบและมาปราบโกง และกระบวนการได้เริ่มแล้วหากพลาดไปโดนใครก็ถือว่าเป็นคนนั้น ซึ่งเท่าที่ทราบมีเยอะแล้ว ทั้งเส้นเงิน กระบวนการ โดยถือหลักการ “ปิดชื่อถือพฤติกรรม”
เมื่อถามว่าใน 5 คนที่เป็นข้าราชการของกรม สถ. เป็นข้าราชการระดับใด นายอนุทิน ย้ำว่า เราปิดชื่อถือพฤติกรรม แต่หากผู้กระทำความผิดไม่ใหญ่จริงคงทำไม่ได้ในการเข้าถึงเอกสาร และกระบวนการนี้ก็เร่งทำ เพราะหลายคนบรรจุแล้ว พร้อมบอกกับข้าราชการว่า “ขอแสดงความเสียใจด้วย หากมีการตรวจสอบออกมาว่าผิด ที่มาผิด ทุกอย่างต้องเป็นโมฆะ ใครที่ทำอะไรไว้รู้แก่ใจดี ตนคิดว่าไม่น่าจะหนีพ้นได้”
หลังจากนี้จะมีการบูรณาการเพิ่ม น้ำหนักหลักฐาน และความเข้มข้นของทุกหน่วยงาน เพื่อเอาผิดกับขบวนการนี้ให้ได้ ตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรี เมื่อทราบกระบวนการนี้ ว่ามีความผิดแน่นอนได้ ได้แจ้งต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยให้ชะลอการบรรจุข้าราชการ ในวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมสั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยดำเนินการ ส่วนจะบรรจุหรือไม่ มีคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่ต้องพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีบุคคลภายนอกร่วมด้วย ซึ่งทางนายกฯ ได้เสนอให้มีการชะลอการบรรจุ แต่คณะกรรมการส่วนใหญ่ที่มาจากภายนอกไม่เห็นด้วย ได้ลงมติให้มีการบรรจุข้าราชการต่อไป
ส่วนในช่วงรัฐบาลหนูหนึ่งใครเป็นคนย่ามใจ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ย่ามใจหมด เพราะเป็นสภาพของรัฐบาลรักษาการ เราเพิ่งทำงานได้อย่างเต็มที่ และได้รับความร่วมมืออย่างเป็นเอกภาพหลังช่วงการเลือกตั้ง
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาดำเนินการวินัยร้ายแรงกับผู้ที่เข้าข่าย ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ เพราะยังไม่ได้มีการกล่าวหา และดำเนินคดี ขณะที่หน่วยงานอื่นอีก 6 หน่วยงาน ภายใต้เอ็มโอยูก็ดำเนินการคู่ขนานกัน และจะมีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทุจริตมีการกล่าวหาบุคคล ซึ่งน่าจะมีบุคคลที่มีชื่อชั้น มีความสำคัญ และมีตำแหน่งสูง ดังนั้น จะไปกล่าวหาลอยๆไม่ได้ แต่ต้องมีข้อมูล เพื่อที่ข้อมูลจะได้มีความกระชับแน่นหนามากขึ้น โอกาสที่จะดิ้นหลุดก็ไม่มี
“การกระทำผิดเพื่อการนี้ ต้องมาแก้ข้อสอบ แก้คะแนน ย้ายข้อสอบแก้ไฟล์ต้องมีการโอนเงินการบรรจุ แต่ละเรื่องเป็นอาญาแผ่นดินทั้งนั้น อย่างที่บอกว่าพวกชั่วขายชาติอะไรพวกนี้ เป็นความรู้สึกที่ทุกคนคงคิดแบบนี้เช่นกัน แต่เราจะบอกว่าคนนี้เป็นคนชั่วคนขายชาติคนขี้โกงเฉยๆไม่ได้ แต่ต้องพูดให้เขารับข้อกล่าวหานี้ด้วยหลักฐาน รัฐบาลของผมหลักฐานต้องเป็นที่ประจักษ์ มีหลักฐานแล้วต้องมัดตัวให้แน่นดิ้นไม่หลุด เราทำงานกันแบบนี้ที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็นว่ามีใครรอดสักราย“ นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า ป.ป.ช.ตั้งเป้าสอบเรื่องทีโออาร์ กระทรวงมหาดไทยจะหยิบมาดูด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ดี เพราะถ้า ป.ป.ช.สอบแล้ว เราก็สอบของเรา คนออกทีโออาร์ก็คนกระทรวงมหาดไทยทั้งนั้น ก็ต้องไปดูถึงกระบวนการทั้งหมด อย่างเรื่องของทีโออาร์ก็ต้องไปดูว่าทำไมถึงอนุญาตให้ทำเอไอในกระดาษคำตอบได้ ตนก็อยากจะรู้เหมือนกัน ตนจะกลับไปอ่านสัญญา ซึ่งเรื่องทีโออาร์ตนก็พอเป็นอยู่ไม่ใช่ไม่เป็น ทั้งชีวิตสมัยทำงานภาคเอกชนต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของทีโออาร์ จะต้องตรวจทีโออาร์ให้ดี ต้องมาระดมความคิดกัน เรื่องพวกนี้ไม่ต้องห่วง
“มันไม่มีทางจัดสอบอย่างนี้ได้ ต่อให้ต้องใช้เวลาในการสอบสวนนานเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครกล้าสอบแล้วตอนนี้ ไปท้าให้เขาสอบอีก 2 เดือน ยังไม่มีใครจะมาเปิดสอบเลย ผมถือว่าเป็นการลดจำนวนข้าราชการที่ไม่ต้องเพิ่มขึ้น และต้องทำงานหนักขึ้น ผมไม่เชื่อว่าที่อ้างกันมา 3 ปีแล้วไม่ได้สอบเลยก็ไม่เห็นว่าการให้บริการประชาชน และประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างเป็นนัยสำคัญ ตรงกันข้ามยิ่งคนน้อยลงประหยัดทั้งงบประมาณแผ่นดิน และสามารถทำงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำถ้าผมทำด้วยตัวเองได้ไม่ต้องไปอาศัยคณะกรรมการ ผมไม่ให้สอบไม่มีเพิ่ม ผมทำงานกระทรวงมหาดไทยมา 3 ปีไม่ได้รู้สึกเลยว่าประสิทธิภาพของกระทรวงมหาดไทยด้วยข้าราชการที่มีอยู่ทุกวันนี้ยังรู้สึกว่าเยอะไปด้วยซ้ำ และยังคิดว่าถ้าเกษียณไม่ต้องเพิ่ม และมอบหมายงานให้เพิ่มมากขึ้น ทำงานมากด้วยความซื่อสัตย์สุจริตก็เป็นสิ่งที่สนุก จากนี้ไปข้อมูลต่างๆนานาจะหลั่งไหลเข้ามาให้ปลัดฯได้ดำเนินการอย่างเต็มที่“ นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวแสดงความมั่นใจด้วยว่าทางตำรวจ และ ป.ป.ช. จะต้องมาขอข้อมูลกระทรวงมหาดไทยไปประกบกับข้อมูลที่เขามีอยู่ ต่างคนต่างทำหน้าที่ ยิ่งเขาได้ข้อมูลมากก็ยิ่งทำสำนวนได้ตรง เราก็มีหน้าที่ส่งข้อมูลให้ได้มากที่สุด เพราะเราไม่ได้ดำเนินคดีเอง
ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวพยายามที่จะสอบถามนายอนุทินต่อว่าการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการท้าทาย และไม่เกรงกลัวต่ออำนาจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ไม่เกี่ยว เพราะไม่มีใครที่จะกระทำการทุจริตได้ ยกเว้นคนที่ตั้งใจ ไม่ได้ท้าทายอำนาจนายกรัฐมนตรีแต่เป็นการท้าทายอำนาจประชาชน เพราะคนเหล่านี้ต้องไปเป็นข้าราชการรับใช้ประชาชน และต้องเป็นคนทำงานรับใช้ชาติ เข้ามาวันแรกก็โกงแล้ว อย่างนี้อนาคตประเทศจะมีปัญหา
เมื่อถามว่าจะมีบุคคลที่ใหญ่กว่าข้าราชการเกี่ยวข้องหรือไม่ และจะสาวถึงหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ไม่ต้องห่วง ตอนนี้คนมารุมสืบสวนสอบสวนทุกหน่วยงาน ทั้ง ปปท. ปปง. และ ป.ป.ช. แค่ 3 หน่วยงานนี้ฟังก็เหนื่อยแล้ว และยังมีตำรวจอีก รวมถึงกระทรวงมหาดไทยที่ต้องไปสอบสวนหน่วยงานตัวเอง
ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน คือ มีความพยายามที่จะแก้ไขข้อมูลคะแนน กระดาษคำตอบ ที่ในตัวกระดาษคะแนนหนึ่ง แต่ในคอมพิวเตอร์อีกคะแนนหนึ่ง แค่นี้ก็ชัดเจนแล้ว ทำได้ 37 คะแนนตอนนี้ในคอมพิวเตอร์ 74 คะแนน อย่างนี้จะต้องไปตรวจสอบอะไรอีก
เมื่อถามว่าเป็นการประมาทหนู 1 เกินไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบทันที ว่า หากจะมองอย่างนั้นก็เป็นธรรมดา เมืองไทยก็อย่างนี้