แม้โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) จะได้สิทธิพิเศษหลายด้าน ตั้งแต่สิทธิในการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 50% ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 15 ปี...
ตามด้วยสิทธิพิเศษในการเช่าที่ดินระยะยาวและการอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาตทำงานผ่านศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ และอื่นๆ อีกมากมายที่จะให้แก่นักลงทุนจากต่างประเทศ
เพื่อให้โครงการขนาดใหญ่ที่เป็นเมกะโปรเจค (Mega Projects) ของประเทศแห่งนี้เกิดขึ้นได้จริงๆ เหมือนเมื่อครั้งที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ อดีตประธานองคมนตรี และนายกรัฐมนตรี เคยจุดประกายความ "โชติช่วงชัชวาล" มาแล้ว เมื่อครั้งเปิดวาล์วรับก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้ในนามการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) บริเวณชายฝั่งจังหวัดระยอง เมื่อราว 40-50 ปีก่อน
แต่เอาเข้าจริงๆ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มุ่งยกระดับประเทศผ่าน 3 จังหวัดในภาคตะวันออก ซึ่งได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน กลับเดินหน้าไม่ได้ เข้าตำรา...กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง!
โครงการดำเนินมาเกือบ 10 ปีแล้วยังไม่คืบหน้า ด้วยเหตุปัจจัยจากหลายด้าน ทั้งจากการที่รัฐบาลประกาศยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 2 ครั้ง ขณะที่สภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้อต่อการลงทุน ธนาคารไม่ปล่อยกู้ เอกชนขอปรับเปลี่ยนเงื่อนไข ภาครัฐเลื่อนการให้สิทธิประโยชน์มูลค่าเกือบแสนล้านบาทออกไป
ยังมีปัจจัยอีกหลายด้านที่ทำให้โครงการล่าช้า เช่น ทรัพยากรมีไม่เพียงพอ แรงงานขาดทักษะ การใช้ประโยชน์ที่ดินกระทบต่อผังเมือง สิ่งแวดล้อม และชุมชนเมือง
กระนั้นโครงการก็ผ่านการเรียกประมูล การยื่นเงื่อนไข TOR ข้อเสนอการลงทุน ผลประโยชน์ที่จะให้แก่รัฐ และรูปร่างหน้าตาของโครงการที่ประกอบไปด้วยการลงทุนใหญ่ๆ หลายส่วนแล้ว
...
แต่ก็ยังมีอุปสรรคที่ทำให้ภาคเอกชนซึ่งชนะการประมูลขอปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและระยะเวลาการจ่ายผลตอบแทน จนถึงขั้นแก้ไขสัญญา และสุดท้ายยกเลิกการลงทุนไปเลย เช่น กลุ่มกิจการร่วมค้าซีพีเอช ที่มี บมจ.เจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้ง เป็นผู้ชนะการประมูลก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
ทีนี้มาดูกันว่าโครงการ EEC ประกอบไปด้วยการลงทุนด้านใดบ้าง
- สนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก: ศูนย์กลางการบินและโลจิสติกส์
- รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน: เชื่อมต่อดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา เข้าด้วยกัน
- ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3: ขยายขีดความสามารถการขนส่งสินค้าทางเรือระดับนานาชาติ
- ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3: รองรับการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
ผู้ชนะการประมูลในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั้ง 4 โครงการนี้ได้ทำสัญญากับรัฐแล้ว ได้แก่
1. โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา): กลุ่มผู้ชนะการประมูลคือ กิจการร่วมค้าซีพีเอช (CPH) ประกอบด้วย บมจ.เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง (CP), บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์, บมจ.ช.การช่าง, China Railway Construction Corporation และอื่นๆ ปัจจุบันดำเนินงานผ่านบริษัทลูกคือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (อย่างไรก็ตาม โครงการนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเจรจาสัญญาใหม่)
2. โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก: ผู้ชนะการประมูลคือ กลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอส (BBS Joint Venture) ประกอบด้วย บมจ.การบินกรุงเทพ (BA), บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) และ บมจ.ซิโน-ไทยฯ (STEC) โดยจัดตั้งเป็น บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA)
3. โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 (เฉพาะท่าเทียบเรือ F): ผู้ชนะการประมูลคือ กลุ่มกิจการร่วมค้าจีพีซี (GPC) ประกอบด้วย บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF), บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT Tank) และบริษัท เชค โอเวอร์ซี อินฟราสตรัคเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (CHEC Overseas) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ China Harbour Engineering Company
4. โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3: ผู้ชนะการประมูลคือ กลุ่มกิจการร่วมค้ากัลฟ์และพีทีที แทงค์ ประกอบด้วย บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) และบริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT Tank) โดยจัดตั้งเป็น บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (GMTP)
โครงการลงทุนทั้ง 4 โครงการนี้ มีมูลค่าการลงทุนเบื้องต้นราว 650,000 ล้านบาท ยังไม่นับการลงทุนของบรรดา SMEs และธุรกิจสนับสนุนอีกหลายด้านที่จะตามมาเป็นลูกโซ่
ขณะที่มีการขอให้จังหวัดปราจีนบุรีเข้าร่วมด้วยอีกจังหวัด หลังศึกษาแล้วพบว่ามีความเหมาะสมมากที่สุด และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมและเมืองได้
นอกจากจะเกิดการลงทุนใหม่แล้ว ยังสามารถยกระดับการลงทุนเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่สีเขียว รวมถึงส่งเสริมการเติบโตของภาคบริการมูลค่าสูง เช่น บริการที่รองรับสังคมผู้สูงอายุ สุขภาพ การแพทย์ และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง มูลค่าการลงทุนรวมใน 4 จังหวัดนี้จึงน่าจะสูงถึง 1 ล้านล้านบาท
แต่เมื่อโครงการไม่คืบหน้า และมีปัญหาต้องแก้ไขมากมายจนไม่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จึงต้องขอเรื่องกลับมาดูเองทั้งหมด ทำให้โครงการมีแนวโน้มว่า ในที่สุดรัฐบาลจะล้มการประมูลแล้วเปิดประมูลใหม่ เพื่อตรวจสอบปัญหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ให้หมดไป ดีกว่าแก้ไขสัญญาเป็นรายๆ ไป เพราะถ้าแก้สัญญาได้หนึ่ง รายที่สอง สาม และสี่ก็จะต้องตามมา ให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ไม่สิ้นสุด