อว. จับมือแพทยสภาผ่าทางตันผลิตแพทย์เพิ่ม” ชู 4 แผนระบบทางลึก เน้นคุณภาพ-ดึงเทคโนโลยีรั้งหมอให้อยู่หมัด
วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 มีการจัดงานเสวนาเรื่อง “การเปิดคณะแพทย์แห่งใหม่ ทางออกแก้ปัญหาแพทย์ไทยจริงหรือ?” โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (อ.เชน) รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยผู้บริหารแพทยสภาและคณบดีคณะแพทยศาสตร์จากหลายสถาบัน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายการผลิตแพทย์ของประเทศ
นายยศชนันชี้แจงถึงกระแสคัดค้านการเปิดคณะแพทย์ใหม่ว่า นโยบายการสนับสนุนให้กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ผลิตแพทย์เพิ่มอีก 10 ปีนั้น พิจารณาจากฐานข้อมูลจริง ทั้งสถิติการเกษียณอายุและปัญหาหมอขาดแคลนในพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่วงว่างในการรักษา (Transition Period) โดยเสนอแนวทางยกระดับระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว 4 ด้านหลัก คือ สร้างแรงจูงใจ (Incentive) มุ่งดึงรั้งและรักษาหมอให้อยู่ในระบบราชการ ไม่ให้สมองไหล หนุนงบประมาณอุดหนุนงบแผ่นดินในการผลิตอาจารย์แพทย์และแพทย์เฉพาะทาง ควบคุมคุณภาพเข้มงวดให้แพทยสภาเป็นประตูด่านแรกในการอนุมัติและเบรกหลักสูตรที่ไม่พร้อม และดึงเทคโนโลยีขั้นสูงนำนวัตกรรมและ AI เข้ามาช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์
ด้าน ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา ได้สะท้อนปัญหาว่า ที่ผ่านมาการฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางดำเนินงานโดยใช้เงินทุนของราชวิทยาลัยและเงินส่วนตัวของหมอเองมาเกือบ 50 ปี โดยไม่มีงบประมาณแผ่นดินสนับสนุน จึงขอความกรุณาจากรัฐบาลให้ช่วยอุดหนุนงบในส่วนนี้ตามกฎหมายฉบับใหม่
ขณะที่ ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี ประธานฝ่ายวิชาการ แพทยสภา แสดงความกังวลว่า การเร่งเปิดคณะแพทย์ใหม่อาจขาดแคลน “อาจารย์แพทย์” เพราะการสร้างแพทย์เฉพาะทางขั้นสูงต้องใช้เวลารวมกว่า 10 ปี พร้อมตั้งคำถามว่าควรนำงบประมาณไปเน้นสร้างแรงจูงใจรักษาหมอเก่าให้อยู่ในระบบก่อนดีกว่าหรือไม่
...
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ บอกว่า เราทำงานขนานกันไป (Parallel) และไม่มีนโยบายแบบสำเร็จรูปก้อนเดียว ยืนยันว่าแพทยสภามีอำนาจเต็มตามกฎหมาย หากตรวจประเมินสถาบันไหนแล้วพบว่าไม่มีความพร้อม ทั้งเรื่องอาจารย์แพทย์หรือโรงพยาบาลรองรับ ก็สามารถใช้อำนาจระงับหรือเบรกหลักสูตรนั้นได้ทันที เพราะเป้าหมายของเราคือความเป็นเลิศ (Excellence Hub) คนไทยต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด