ปชน. เห็นต่าง สว. แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ กระทบสิทธิเยียวยาผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ตกเป็นแพะในคดีอาญา ชี้ต้องตั้ง กมธ. ถกสองสภา ปรับแก้ให้สมเจตนารมณ์กฎหมาย
วันที่ 2 ก.ค.2569 ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ….. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ ที่ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา ส่งกลับมาที่สภาผู้แทนฯ และมีการบรรจุวาระพิจารณาในวันพฤหัสที่ 2 กรกฎาคม 2569 ชี้มองผิวเผินอาจเห็นว่าเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะเป็นการกระทบหลักการสำคัญที่เน้นการเยียวยาผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ต้องถูกคุมขังหรือจำคุก แต่ต่อมาไม่ถูกฟ้องคดี มีการถอนฟ้อง ยุติคดี หรือศาลยกฟ้อง อันสะท้อนความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรม แต่การแก้ถ้อยคำหรือเพิ่มภาระการพิสูจน์ จะส่งผลกระทบต่อการเยียวยา ไม่สมเจตนารมณ์ของร่างที่ผ่านสภาผู้แทนฯ
โดยในร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา มีการแก้ไขถ้อยคำทั้งหมด 4 มาตรา ใน 16 มาตรา ดังเช่น มาตรา 7 ที่มีการแก้ไขมาตรา 6/1 เพิ่มถ้อยคำเหตุที่จะได้รับค่าทดแทนต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหามิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของผู้ต้องหาไม่เป็นความผิด อันเป็นการเพิ่มในลักษณะเดียวกันกับกรณีของจำเลยในมาตรา 9 ที่มีการเพิ่มมาตรา 19/1 มีการตัดถ้อยคำเรื่องการจ่ายค่าทดแทนให้ผู้เสียหายหรือจำเลยทันทีเมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องหรือศาลยกฟ้องในมาตรา 9 แก้ไขมาตรา 19/2 มาตรา 10 แก้ไขมาตรา 20 รวมถึงปรับแก้ระยะเวลาในการยื่นคำขอของผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย หรือทายาท จะต้องยื่นภายใต้กำหนดระยะเวลาใดในแต่ละกรณี ที่แตกต่างไปจากร่างสภาผู้แทนฯ
...
“เวลาจะลงโทษบุคคลใด เราจะอ้างสุภาษิตกฎหมายที่บอกว่า การปล่อยคนผิด 10 คน ดีกว่าผิดพลาดไปลงโทษผู้บริสุทธิ์เพียงคนเดียว แต่การแก้ไขร่างของ สว. กลับไปเพิ่มภาระการพิสูจน์ให้กับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เขาถูกคุมขังหรือจำคุกและต่อมาถูกปล่อยตัวแล้วเพราะไม่ผิด โดยไปเพิ่มถ้อยคำ “มีเหตุอันควรเชื่อว่า” ดูแล้วอาจเป็นคำที่ดี แต่กลายเป็นการเพิ่มภาระการพิสูจน์ให้กับเขา แทนที่จะเน้นไปที่การเยียวยา ทั้งๆ ที่เราต้องยอมรับว่ามีการจับกุมหรือดำเนินคดีที่ผิดพลาดเป็นจำนวนมาก หากจะแก้เราต้องไปแก้ที่ความผิดพลาดตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการยุติธรรมมากกว่า ไม่ใช่ไปผลักภาระให้คนที่เราต้องชดเชยเยียวยา” นายณัฐวุฒิกล่าว
นอกจากนี้ การที่ผู้ต้องหาถูกควบคุม ขัง หรือจำเลยถูกคุมขัง ย่อมเป็นการกระทบสิทธิโดยตรง นอกเหนือจากเสรีภาพในชีวิต บางรายต้องออกจากงาน ขาดรายได้ มีปัญหาสุขภาพ มีผลกระทบต่อครอบครัว สูญเสียคุณค่าในตัวและจากคนรอบข้าง ซึ่งเมื่อต่อมาพ้นจากการถูกควบคุม ขังหรือถูกคุมขัง เพราะเหตุที่เขาไม่ได้กระทำผิด เขาต้องได้รับการเยียวยาจากรัฐและกระบวนการของรัฐ อันเป็นหลักการที่เห็นตรงกันของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่การที่ สว. ไปตัดการจ่ายค่าทดแทนผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ต้องได้รับค่าทดแทนทันทีออก แม้จะเป็นการเยียวยาเพียงเท่าวงเงินของการถูกกักขัง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 500 บาทต่อวัน แต่การตัดออกจะส่งผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลนั้นๆ โดยตรง
“แม้การแก้ไขของ สว. จะยังยืนบนหลักการเดียวกัน คือการขยายการชดเชยเยียวยาครอบคลุมถึงผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือจำเลยที่ควรได้รับ การแก้ไขที่ดูเหมือนจะทำด้วยความหวังดีทั้งต่อผู้เกี่ยวข้องหรือการใช้จ่ายเงินเยียวยาที่ต้องมาจากงบประมาณของรัฐ แต่มีหลายส่วนที่พรรคประชาชนมองว่าเป็นการเปลี่ยนในรายละเอียดสำคัญหรือกระทบสิทธิของประชาชน เมื่อประกอบกับความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม การที่สภาผู้แทนฯ จะลงมติไม่เห็นด้วย และนำไปสู่การตั้ง กมธ.ร่วมของสองสภาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด สมดังเจตนารมณ์กฎหมาย และเป็นการคุ้มครองสิทธิของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง” นายณัฐวุฒิกล่าวในที่สุด