ที่ประชุมสภาฯ มีมติเสียงข้างมาก 288 ต่อ 119 โหวตรับ “ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570” วาระแรก ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ 72 คน
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระแรก (ขั้นรับหลักการ) ภายหลัง นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรไทย อภิปรายสรุปในฟากฝ่ายรัฐบาล ต่อด้วยการอภิปรายสรุปคนสุดท้ายของฝ่ายค้าน คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
จากนั้นเมื่อเวลา 20.28 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้เป็นผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 ชี้แจงต่อการอภิปรายของเพื่อนสมาชิก พร้อมสรุปทิ้งท้ายว่า รัฐบาลตั้งใจจัดทำงบประมาณแบบใหม่ โปร่งใส เปิดข้อมูล และยอมรับข้อจำกัดทางการคลังตามความเป็นจริง งบประมาณไม่ใช่เครื่องมือเดียวของรัฐบาล แต่ต้องใช้ร่วมกับรัฐวิสาหกิจ กองทุนนอกงบประมาณ สถาบันการเงินของรัฐ และ PPP เพื่อพลิกเศรษฐกิจไทยที่โตต่ำกว่าศักยภาพ และขีดความสามารถการแข่งขันเริ่มถดถอย
ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าระยะปานกลางให้ไทยกลับขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลกด้านความสามารถแข่งขันภายใน 4 ปี และเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจให้โตเกิน 3% พร้อมทำงานกับภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก เพื่อยกระดับไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี
นายเอกนิติ กล่าวว่า ระยะสั้นรัฐบาลต้องเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งงบปี 2569 ที่จำกัด การขาดดุลสูงถึง 4.4% ของจีดีพี แรงกดดันจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ วิกฤตพลังงานโลก ค่าครองชีพสูง และเงินเฟ้อที่กระทบประชาชนโดยตรง รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการช่วยคนตัวเล็ก พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ผ่านโครงการไทยช่วยไทย เพื่อหยุดวงจรเศรษฐกิจที่อาจลามไปสู่การเลิกจ้าง โดยนำ AI “นกกระซิบ” ช่วยวิเคราะห์ต้นทุน ทำบัญชี และเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารรัฐ
...
สำหรับงบปี 2570 รัฐบาลจะไม่ใช้วิธีเดิมที่ตั้งงบไม่เต็ม หรือซ่อนรายจ่ายประจำไว้จนต้องไปใช้เงินคงคลังภายหลัง แต่จะเปิดแผลให้เห็นชัด เพื่อแก้ให้ถูกจุด รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลงบประมาณในรูปแบบ Excel และไฟล์ที่นำไปวิเคราะห์ต่อได้ เพื่อให้สภา สื่อมวลชน นักวิชาการ และประชาชนตรวจสอบได้สะดวกขึ้น พร้อมประกาศแผนความยั่งยืนทางการคลังระยะปานกลาง ลดการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ภายในปี 2572
โดยในปี 2570 รัฐบาลจะลดการขาดดุลลงเหลือ 3.9% ของจีดีพี ความชัดเจนดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการคลังของประเทศ และมีผลต่อมุมมองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งเกี่ยวข้องกับต้นทุนการเงินของภาคธุรกิจและประชาชน ส่วนกรณีงบลงทุนดูเหมือนลดลงประมาณ 70,000 ล้านบาท เป็นผลจากการนำรายจ่ายประจำและงบสวัสดิการที่เคยซ้ำซ้อนหรือไม่ตั้งเต็ม มาตั้งไว้ให้ตรงความจริง เพื่อทำให้ฐานะการคลังโปร่งใสและยั่งยืนขึ้น
ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ได้หยุดลงทุน แต่เปลี่ยนวิธีระดมเม็ดเงินผ่านเครื่องมืออื่น เช่น งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ 270,000 ล้านบาท โครงสร้างพื้นฐาน Smart Grid พลังงานสะอาด BOI อุตสาหกรรมอนาคต Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการเร่งปลดล็อกกติกาเพื่อดึงเงินลงทุนจริงกว่า 900,000 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายของรัฐบาลคือใช้งบประมาณจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ คนตัวเล็ก และผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมวางรากฐานทักษะดิจิทัล AI และระบบเศรษฐกิจใหม่ให้คนไทยมีรายได้สูงขึ้น
“รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาฯ เพื่อนำไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการอย่างรอบคอบ พร้อมเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมกันพลิกวิกฤตเป็นโอกาส กอบกู้เศรษฐกิจ และสร้างความหวังใหม่ให้ประชาชนไทย”
ก่อนที่เวลา 21.00 น. นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเข้าสู่การลงมติ โดยมีจำนวนสมาชิกแสดงตน 491 คน ถือว่าครบองค์ประชุม แล้วจึงถามมติว่าจะรับหลักการแห่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 หรือไม่ โดยผลสรุปว่า ที่ประชุมมีมติรับหลักการด้วยเสียงข้างมาก กำหนดเวลาแปรญัตติ 30 วัน ดังนี้
- เห็นด้วย 288 เสียง
- ไม่เห็นด้วย 119 เสียง
- งดออกเสียง 86 เสียง
- ไม่ลงคะแนนเสียง 0 เสียง
สัดส่วนคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 รวม 72 คน
- คณะรัฐมนตรี (ครม.) 18 คน
- พรรคภูมิใจไทย 21 คน
- พรรคประชาชน 13 คน
- พรรคเพื่อไทย 8 คน
- พรรคกล้าธรรม 6 คน
- พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน
- พรรคไทรวมพลัง 1 คน
- พรรคประชาชาติ 1 คน
- พรรคพลังประชารัฐ 1 คน
- พรรคเศรษฐกิจ 1 คน