“เจเศรษฐ์” ซัด “จูรี” ศึกษางบประมาณไม่ดีพอ เหน็บให้ ปชป. จัดสรรโควตานั่ง กมธ. จะได้มีความรู้มากขึ้น สวนเดือดปมถูกจุดธูปเรียก ลั่น “ถ้ามีให้ราดตัวเองแล้วจุด เดี๋ยวผมดับไฟด้วยมือเปล่าเอง”


เมื่อเวลา 15.10 น. วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วันที่ 3 ที่มีนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาคนที่หนึ่ง ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจง นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้อภิปรายในส่วนงบประมาณการรับมือภัยพิบัติของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่มีสัดส่วนเพียง 7% ของงบประมาณทั้งหมด ว่า ในความเข้าใจของตนคิดว่า ท่านคงเปิดเล่มงบประมาณ และเห็นแผนยุทธศาสตร์พัฒนาระบบการเตรียมความพร้อมแห่งชาติ และระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ ที่ได้มามากกว่า 4,800 ล้านบาท 

นายเจเศรษฐ์ กล่าวต่อไปว่า งบการป้องกันและลดผลกระทบ 331 ล้านบาท ซึ่งท่านอาจจะไม่ได้เปิดอีกหน้าหนึ่งที่เห็นผลผลิตที่สอง คือการเตรียมความพร้อมรับมือสาธารณภัยให้มีประสิทธิภาพ อีกกว่า 3,400 ล้าน ซึ่งในส่วนนี้ก็มีเรื่องของงบการป้องกันอีก ทั้งเรื่องการซักซ้อม และการซื้อเครื่องมือที่จะมาป้องกัน รวมถึงการพัฒนาระบบการแจ้งเตือน เพิ่มศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้สามารถรองรับสาธารณภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันท่วงที 

“แต่การที่ท่านกล่าวหา ปภ. ว่ามีงบป้องกันเพียงแค่ 7% ก็ถือว่าไม่เป็นไร ตนเข้าใจว่าท่านคงศึกษาเล่มงบประมาณมาไม่ได้ดีพอ ก็ขอรบกวนให้พรรคประชาธิปัตย์ให้จัดสรรโควตางบประมาณให้ นายจูรี เข้าไปนั่งในสัดส่วนโควตากรรมาธิการด้วยจะได้มีความรู้เพิ่มขึ้นมา ในส่วนของการจะเข้าใจรูปเล่มการจัดทำงบประมาณ”

...

ส่วนประเด็นที่บอกว่าทำไมไม่มีการแจ้งเตือนในส่วนของพื้นที่น้ำท่วมหาดใหญ่ นายเจเศรษฐ์ แจงว่า เราส่งหนังสือแจ้งเตือนถึง 2 ครั้ง และเรามีศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งเราส่งสัญญาณ Cell Broadcast ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ถึง 226 ครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ ได้รับการแจ้งเตือนถึง 15 ครั้ง ซึ่งตนก็เชื่อว่าท่านทราบ เพราะข้อความต้องเข้าไปที่มือถือของท่าน แต่ท่านกลับพูดขึ้นมาว่าไม่มีการแจ้งเตือน 

นายเจเศรษฐ์ กล่าวต่อ ที่ท่านถามว่าหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพในการบูรณาการงบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งงบดังกล่าวถูกจัดไปในกระทรวงต่างๆ เพราะเป็นการดำเนินการตามภารกิจหน้าที่ในส่วนราชการ ท่านจะให้ ปภ. ไปทำเขื่อนหรือไปทำฝายก็คงไม่ใช่ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของกรมชลประทาน หรือจะให้ไปทำเขื่อนป้องกันตลิ่งก็เป็นในเรื่องของกรมโยธาฯ ตนก็คิดว่าท่านน่าจะเข้าใจว่า เหตุใดงบถึงมีการกระจัดกระจาย 

อีกทั้งในพื้นที่หาดใหญ่ เป็นพื้นที่ที่วิกฤติและฉุกเฉิน วันนี้เราก็มีการรวบรวมแล้วไม่ได้ใส่ไปในเล่มของรายจ่ายประจำ เพื่อที่จะนำคำขอเข้าไปสู่ในรูปแบบของงบกลาง เพื่อให้ลงไปในพื้นที่หาดใหญ่ ตนมีความตั้งใจที่จะลงไปในพื้นที่หาดใหญ่แต่วันแรกที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเป็นพื้นที่แรกที่ตนลงไป ซึ่งหาช่องทางร่วมกับกรมประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) โดยในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ ก็จะมีการซักซ้อมแผนภัยพิบัติในรูปแบบระดับประเทศที่หาดใหญ่ และตนก็มีเจตนาที่ดี จะพยายามที่จะทำงานเข้าไปแก้ไขสาธารณภัยต่างๆ

“มีหลายท่านบอกผมว่า หลายครั้งที่ท่านไม่ว่าจะเรื่องไลฟ์สดขึ้นเฟซบุ๊ก ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่เมื่อวานนี้ท่านบอกว่าท่านจะจุดธูป ท่านพูดถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก็คงหมายถึงใครไม่ได้นอกจากผม ท่านใช้คำว่าต้องจุดธูปเรียกมา ผมไม่รู้ว่าท่านมองผมเป็นอะไร แต่ผมมองท่านเป็นเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติมาโดยตลอด ผมบอกกับทุกหน่วยงานที่ผมกำกับว่า ให้เห็นว่าเพื่อนสมาชิกเป็นผู้ทรงเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นซีกฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ทุกครั้งที่มีการร้องขอให้ตอบรับ เพราะพวกเขาเหล่านั้นมาจากประชาชน แต่นี่คือสิ่งที่ท่านพูดกับผมเหรอครับ ที่บอกว่าจะจุดธูปเรียกผม นี่คือสิ่งที่ผมได้รับเหรอครับ”

ในตอนท้าย นายเจเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อวานนี้มีเหตุเพลิงไหม้ตนจึงไม่ได้อยู่ที่สภาฯ เพราะฉะนั้นไม่ต้องจุดธูปเรียกตน “ท่านบอกว่าจะให้เพื่อนสมาชิกข้างๆ มีธูปแล้วจะจุดเรียก เขามีน้ำมันไหมล่ะครับ ถ้าเขามีน้ำมันท่านก็ให้เขารดน้ำมันใส่ท่านแล้วก็จุด เดี๋ยวผมจะมาดับไฟด้วยมือเปล่าให้ท่านเอง”

ทางด้าน นายจูรี ใช้สิทธิ์พาดพิงระบุว่า ชีวิตตนเองกว่าจะถึงวันนี้ถูกดูหมิ่นดูแคลนมาทั้งชีวิต ไม่คิดว่าวันนี้คนที่จะมาด้อยค่าซ้ำเติมเป็นถึงรัฐมนตรี ที่ท่านใช้คำพูดว่าไม่มีความรู้ ถือเป็นการด้อยค่า ซึ่งตนเองอภิปรายโดยรวมว่าสัดส่วนงบประมาณแทบจะให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยพิบัติน้อยมาก ยกตัวอย่างเทศบาลหาดใหญ่ ที่ของบประมาณป้องกันน้ำท่วมแต่พูดไปแล้วก็ไม่นำพา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้พูดไว้ว่า งบสำหรับบรรเทาสาธารณภัยคือเตรียมสำหรับการเยียวยาเป็นหลัก จึงอยากให้มุ่งไปที่การป้องกัน แต่ไม่คิดว่าจะต้องถึงขนาดด้อยค่าดูถูกดูแคลนกันขนาดนี้.