“พริษฐ์” อภิปรายงบประมาณ 2570 ซัดงบเมกะโปรเจกต์แพลตฟอร์มการศึกษา 26,000 ล้าน ไร้ทิศทาง ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียวกินรวบกวาดเกือบทุกงาน จี้ รมว.ศึกษาฯ - รมว.อว. รื้อย้อนหลังทั้งระบบ
เมื่อเวลา 17.24 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่ง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายถึงงบประมาณในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะ ว่า สมัยก่อนเวลาพูดถึงโครงการรัฐที่ใช้งบประมาณเยอะ คนมักนึกถึงโครงการก่อสร้างตึก อาคาร ทางด่วน เขื่อน แต่ว่าสมัยนี้โครงการรัฐที่ใช้งบประมาณเยอะได้จะรวมไปถึงโครงการในโลกดิจิทัล ที่อาจจะมองด้วยตาเปล่าได้ยากขึ้นแล้ว พร้อมยกตัวอย่างอภิมหาโครงการแพลตฟอร์มการเรียนรู้หลักหมื่นล้านบาท ซึ่งถูกผลักดันตั้งแต่สมัยที่พรรคภูมิใจไทยบริหารกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวง อว. ประกอบไปด้วยโครงการขนาดใหญ่อย่างน้อย 4 โครงการที่ยังปรากฏอยู่ในร่างงบประมาณปี 2570 คือ
1. โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา งบประมาณราว 17,000 ล้านบาท ประกอบด้วย การพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนการสอนสำหรับเด็กนักเรียนประถมและมัธยม รวมถึงงบประมาณในการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียน ม.ปลาย 500,000 คนขึ้นไป
2. โครงการแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นการสร้างอีกแพลตฟอร์มหนึ่งให้กับนักเรียนในระดับประถมและมัธยม ใช้งบประมาณราว 3,000 ล้านบาท เน้นเรื่องของการแนะแนวและสะสมหน่วยกิต
3. โครงการ Skill/Credit Portfolio ในส่วนของกระทรวง อว. สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาอย่างน้อย 1.6 ล้านคน ใช้งบประมาณราว 5,000 ล้านบาท
...
4. โครงการระบบคลังหน่วยกิตกลาง ของกระทรวง อว. ใช้งบประมาณรวมกันกว่า 300 ล้านบาท พัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับนักศึกษาที่ต้องการเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างสถาบันการศึกษาหรือระหว่างระบบการศึกษา
หากนับเฉพาะ 4 โครงการนี้ ใช้งบประมาณรวมกันถึงกว่า 26,000 ล้านบาท เทียบเท่ากับการสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ 10 ตึก เทียบเท่ากับงบประมาณประจำปีของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพลังงาน 5 กระทรวงรวมกัน แม้เป้าหมายของโครงการดังกล่าวจะดี แต่หากต้องการประเมินว่าเมกะโปรเจกต์นี้จะลงเอยอย่างไร จะคุ้มค่ากับภาษีของประชาชนหรือไม่
สิ่งที่ทำได้คือการดูผลตอบรับเบื้องต้นต่อบางส่วนของโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ที่ชัดที่สุดคือการพัฒนาแพลตฟอร์ม NDLP ของโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา ซึ่งมีการลงทุนไปแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท ใช้เวลาพัฒนามาแล้วกว่า 20 เดือน และตอนนี้กำลังถูกใช้งานในโรงเรียนนำร่องกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เสียงสะท้อนจากครูในโรงเรียนนำร่องเหล่านั้นกำลังส่งสัญญาณว่าสิ่งที่ได้มาอาจจะไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไป
สื่อการเรียนการสอนควรจะมีคลิปอยู่หลักพันคลิป แต่ครูหลายคนสะท้อนว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวไม่มีสื่อการเรียนการสอนที่ครบในหัวข้อที่ต้องการจะใช้ในห้องเรียน ฟีเจอร์ต่างๆ ของระบบก็ไม่ได้ออกแบบด้วยความเข้าใจในกระบวนการทำงานของครู เมื่อครูต้องการออกแบบโครงสร้างวิชาให้มีความยืดหยุ่น ระบบกลับไม่เปิดให้กรอกข้อมูลลักษณะดังกล่าวได้ ยิ่งกว่านั้น ระบบในการช่วยเหลือสนับสนุนก็มีความล่าช้า โรงเรียนจะแก้ไขข้อมูลเองก็ทำไม่ได้ กว่าจะรอส่วนกลางแก้ไขบางครั้งก็รอเป็นเดือน จะอบรมแต่ละครั้งก็ไม่มีใครไปทันเพราะการส่งหนังสือให้ครูทำแค่ 3 วันก่อนวันอบรมเท่านั้น
“ผมเข้าใจดีครับว่าปัญหาดังกล่าวนี้มันไม่ได้สายเกินกว่าจะแก้ไข แต่ผมคิดว่าก่อนที่รัฐบาลจะมาขอให้สภาฯ อนุมัติงบหลักพันล้าน หลักหมื่นล้าน เพื่อเดินหน้าเมกะโปรเจกต์นี้ต่อ รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่าเหตุใดการดำเนินการที่ผ่านมาของเมกะโปรเจกต์นี้ ถึงได้มีความตะกุกตะกักขนาดนี้ และรัฐบาลจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เมกะโปรเจกต์นี้ล้มเหลวในอนาคต”
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาหนึ่งที่สังเกตเห็นได้คือ ความไม่ชัดเจนในทิศทางของนโยบาย รัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังไม่ได้ออกมาฉายภาพให้เห็นว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไรจากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ หลายครั้งที่ออกมาแสดงความเห็นก็เป็นไปด้วยอาการที่กลับไปกลับมาในหลายเรื่อง “ยกตัวอย่างเรื่องแรก เรื่องแท็บเล็ตครับ ย้อนไปตอนก่อนเลือกตั้งครับ เราเห็นตัวแทนจากพรรคเดียวกับท่านรัฐมนตรีพูดบนเวทีดีเบตว่า ควรจะเอางบแจกแท็บเล็ตมากระจายให้กับโรงเรียน ครู และก็นักเรียนที่มีความต้องการจริงๆ มากกว่า แต่มาถึงวันนี้รัฐมนตรีจากพรรคเดียวกันกลับเดินหน้าในการแจกแท็บเล็ตใช้งบเป็นหลักหมื่นล้าน โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ”
สัปดาห์ที่แล้ว รัฐมนตรีออกมาแถลงข่าวว่าจะมีการทบทวนโครงการ Skill/Credit Portfolio ของ สพฐ. ด้วยเหตุทั้งเรื่องของความคุ้มค่าและความโปร่งใส แต่ทบทวนกันแบบใดผ่านมาอีกสัปดาห์หนึ่ง ในงบประมาณปี 2570 กลับมีการเพิ่มงบประมาณให้กับโครงการดังกล่าวอีกเท่าตัว จากกว่า 1,600 ล้านบาทเป็นกว่า 3,100 ล้านบาท หรือกระทั่งปัญหาเด็กติดจอซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของทั่วโลก เมื่อปลายเดือนที่แล้วรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ว่าต้องการกำกับแนวทางการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนและเวลาที่เด็กใช้ไปกับหน้าจอ โดยเฉพาะการเสพคลิปสั้นที่อาจส่งผลต่อสมาธิของเด็ก แต่ย้อนไปแค่ 5 วันก่อนการสัมภาษณ์ครั้งนั้น รัฐมนตรีกลับประกาศว่าจะเดินหน้าจับมือกับ TikTok ผลิตคลิปสั้น 2 นาทีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้
ไม่ว่านโยบายจะมีความสับสน กลับไปกลับมา และไร้ทิศทางขนาดไหน ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเมกะโปรเจกต์นี้อาจจะไม่ใช่เรื่องความไม่ชัดเจนของนโยบาย แต่คือความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง จนทำให้เกิดคำถามว่าใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ เพราะเมื่อไปดู TOR ของโครงการที่เป็นองค์ประกอบของเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ แทบทุกฉบับมีข้อพิรุธให้ชวนสงสัยทั้งสิ้น
เช่น โครงการ NDLP ภายใต้ร่มธงของโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา จะเห็นว่า TOR ที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม NDLP นั้นมีอาการลับๆ ล่อๆ โดยโครงการดังกล่าวมีการแบ่งออกเป็นสองเฟส รวม 4 สัญญา ในแต่ละเฟสจะมี 1 สัญญาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแพลตฟอร์ม และอีก 1 สัญญาเกี่ยวข้องกับการผลิตสื่อ สิ่งที่น่าประหลาดใจคือเหตุใดทั้งสองสัญญาในเฟสหนึ่งของโครงการ กลับมีการตั้งชื่อและจัดหมวดหมู่ว่าเป็นโครงการจ้างที่ปรึกษา ทั้งที่เนื้องานในเฟสหนึ่งและเฟสสองแทบจะไม่แตกต่างกัน คือเป็นการผลิตของ พัฒนาแพลตฟอร์ม และการผลิตสื่อ
“หากเราเจาะลึกลงไปใน TOR ของโครงการในเฟสหนึ่ง เราจะพบว่ามีการระบุให้มีการจ้างที่ปรึกษารวมกัน 475 คน ซึ่งดูจากจำนวน ดูจากประเภทตำแหน่งงานแล้ว ก็ฟันธงได้ว่าไม่ได้เป็นคนที่มาให้คำปรึกษาอย่างเดียว แต่คือทีมที่ถูกจ้างมาพัฒนาแพลตฟอร์ม และทีมที่ถูกจ้างมาผลิตสื่อ แต่เมื่อโครงการในเฟสหนึ่งถูกยัดเยียดให้เป็นการจ้างที่ปรึกษา การแข่งขันก็ลดลงทันที เพราะคนที่สามารถร่วมประกวดราคาในโครงการดังกล่าวได้ ถูกบีบให้เหลือเฉพาะที่ปรึกษาที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลังเท่านั้น”
ขณะที่โครงการ Skill/Credit Portfolio ของกระทรวง อว. ก็มีข้อพิรุธที่เห็นได้ใน TOR เดิม ที่รัฐมนตรีได้สั่งรื้อไปเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ว่าจะเป็นการมัดรวมสัญญาหรือการผูกขาดการจ้างผลิตสื่อ ที่เสี่ยงจะเป็นการกีดกันการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดรายละเอียดเกณฑ์การคัดเลือกและงวดงานที่ดูเหมือนว่าผู้เข้าร่วมประมูลได้จะต้องเป็นคนที่รู้ข้อสอบมาล่วงหน้า หรือรายละเอียดของสัญญาที่กำหนดให้รัฐต้องเช่าแพลตฟอร์มจากเอกชน แทนที่จะเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเอง
สำหรับโครงการเครดิตแบงก์ของกระทรวง อว. ก็เช่นกัน ข้อพิรุธหลักของโครงการนี้หนีไม่พ้นเรื่องของเงื่อนไข ที่เป็นแบบเดียวกันกับที่อยู่ใน TOR ของโครงการ TH-AI Passport คือเงื่อนไขที่กำหนดว่าคู่สัญญาจะต้องประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลอย่างน้อย 6,000 จอในร้านสะดวกซื้อ และอย่างน้อย 30 จอที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขเช่นนี้มีเหตุผลรองรับน้อยกว่าการกำหนดเงื่อนไขนี้ในโครงการ TH-AI Passport ด้วยซ้ำ เพราะมีกลุ่มเป้าหมายที่เจาะจงมาก คือนักศึกษาที่มีความต้องการเฉพาะในการเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างสถานศึกษาหรือระบบการศึกษา “ใน TOR ที่ผมได้นำเสนอเมื่อสักครู่ อาจจะทำให้เราเริ่มมีข้อสงสัยมากขึ้นว่า ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้”
นายพริษฐ์ อภิปรายต่อ หากไปวิเคราะห์รายชื่อบริษัทที่มามีส่วนเกี่ยวข้องกับเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ก็อาจพบคำตอบ หากนำองค์ประกอบของทั้ง 4 โครงการมาพิจารณา จะค้นพบว่ามีทั้งหมด 12 โครงการย่อยหรือ 12 สัญญาที่ต้องใช้การจัดซื้อจัดจ้าง โดยมี 10 โครงการย่อยที่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว อีก 2 โครงการย่อยยังไม่ได้มีการประกวดราคา เมื่อไปดูว่ามีบริษัทอะไรบ้างที่มีส่วนร่วมกับ 12 สัญญา จะเห็นว่ามีอยู่ทั้งสิ้น 23 บริษัท โดยบริษัท A ชนะการประกวดไปถึง 5 จาก 10 โครงการ ที่น่าสนใจคือแม้บริษัท A จะถูกก่อตั้งตั้งแต่ปี 2560 แต่ก็เป็นบริษัทที่เจอจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2567 ซึ่งเป็นปีแรกของเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้พอดี หลังจากปี 2567 เป็นต้นมา บริษัทนี้ได้มีการเปลี่ยนชื่อ ทยอยเพิ่มทุนจดทะเบียนถึง 25 เท่า จนมีรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 40 เท่า เมื่อเทียบกับก่อนปี 2567 ซึ่งสามารถอนุมานได้ว่ามาจากโครงการของภาครัฐเพียงอย่างเดียว จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าบริษัท A นี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้เป็นการเฉพาะหรือไม่
เมื่อเจาะลึกลงไปก็จะพบว่าบริษัท A เป็นการจับมือกันระหว่างเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นหลักของบริษัท I และบริษัท J มีที่ทำการเป็นอาคารเดียวกันกับบริษัท J และเมื่อวิเคราะห์โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทอื่นที่ได้รับสัญญาใน 12 โครงการย่อยนี้ จะพบว่าไม่ได้มีแค่บริษัท A ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท I และ J แต่ยังมีบริษัท B และ G ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ด้วยเช่นกัน โดยมีบริษัท I เป็นผู้ถือหุ้นสำคัญใหญ่ในสองบริษัทดังกล่าว
โดยสรุปก็คือมีถึง 5 บริษัทที่อยู่ในเครือข่ายของบริษัท I และบริษัท J หรือพูดได้ว่าอยู่ในอาณาจักรเดียวกัน สิ่งที่น่ากังวลคือเครือข่ายและอาณาจักรนี้สามารถกินรวบทุกโครงการในเมกะโปรเจกต์นี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ขณะที่อีก 2 โครงการที่ยังไม่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้าง เครือข่ายนี้ก็เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการประเมินราคากลางด้วยเช่นกัน แต่นอกจากผู้ชนะโครงการจะวนเวียนอยู่ในอาณาจักรเดียวกันแล้ว กระทั่งบริษัทที่มาเป็นคู่เทียบร่วมประเมินราคากลางก็วนเวียนอยู่ในบริษัทกลุ่มเดิมเช่นกัน เช่น บริษัท D ที่โด่งดังจากการทำตู้เครื่องดื่มอัตโนมัติและยังไม่พบว่ามีประสบการณ์ในการทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ก็ยังเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับ 4 โครงการในเมกะโปรเจกต์นี้
อภิมหาโครงการแพลตฟอร์มการเรียนรู้นี้จึงเปรียบเสมือนมหกรรมรวมญาติ ระหว่างกลุ่มทุนที่เป็นเครือข่ายเดียวกัน เป็นญาติกันโดยเส้นเงิน บวกกับเพื่อนบ้านคนคุ้นเคยที่มาร่วมวงอยู่เป็นประจำ ทั้งหมดจึงกลับมาสู่คำถามที่ตนตั้งไว้ตอนต้นว่าใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ ถูกริเริ่มขึ้นมาเพื่อเพิ่มทักษะและรายได้ให้ประชาชน หรือถูกริเริ่มขึ้นมาเพื่อเพิ่มโครงการรัฐและกำไรให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่มกันแน่
“หากเป้าหมายที่แท้จริงคือการเพิ่มกำไรให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม ก็ไม่น่าประหลาดใจว่าทำไมถึงมีหลายโครงการที่มีความซับซ้อนกันในเมกะโปรเจกต์นี้ เพราะไม่ว่าโครงการ Skill/Credit Portfolio ของ สพฐ. จะไปซ้ำซ้อนกับ NDLP ที่ลงทุนไปแล้วหลักพันล้านบาทแค่ไหนก็ไม่เป็นไร เพราะว่ายิ่งเพิ่มโครงการ ยิ่งเพิ่มแพลตฟอร์มได้ ก็ยิ่งเพิ่มกำไรให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่มมากขึ้นเท่านั้น”
หากรัฐบาลยืนยันต้องการให้สภาฯ อนุมัติงบประมาณหลักหมื่นล้านบาทเพื่อเดินหน้าเมกะโปรเจกต์นี้ รัฐบาลต้องให้ความชัดเจนกับสภาแห่งนี้ทั้งเรื่องทิศทางของนโยบาย และมาตรการในการรับประกันความโปร่งใสในการดำเนินการ สิ่งที่บุคคลในรัฐบาลหลายคนมักอ้างถึงโครงการ Skill Future ของสิงคโปร์ พริษฐ์เล่าถึงการเดินทางไปพบผู้บริหารโครงการ Skill Future ของสิงคโปร์ และได้รับข้อมูลว่า ตอนเริ่มโครงการดังกล่าวปัญหาหนึ่งที่เจอเยอะมากในช่วงแรกคือปัญหาการทุจริต อาจจะไม่ใช่เรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เป็นการทุจริตในรูปแบบการทำคอร์สเพื่อหวังยักยอกเอาเงินจากโครงการ ขนาดสิงคโปร์ที่มีคะแนนความโปร่งใสเป็นอันดับ 3 ของโลกยังกังวลใจและเผชิญกับปัญหาเรื่องการทุจริต แล้วประเทศไทยที่มีคะแนนความโปร่งใสอันดับ 110 กว่าของโลกต้องกังวลกับเรื่องการทุจริตแค่ไหน
นายพริษฐ์ ระบุทิ้งท้ายว่า แม้รัฐมนตรีคนใหม่ของทั้งกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง อว. คงจะได้เห็นข้อพิรุธนี้เช่นกัน ถึงได้สั่งให้มีการทบทวน TOR บางส่วนไปแล้ว แต่ทำเท่านั้นยังไม่พอ สิ่งที่ทั้งสองรัฐมนตรีต้องทำคือการตรวจสอบโครงการนี้ย้อนหลังอย่างเข้มข้น และติดตามโครงการนี้ต่อไปอย่างใกล้ชิด แม้จะต้องขัดใจเพื่อนต่างพรรคในรัฐบาลก็ตาม เพื่อป้องกันให้เงินภาษีของประชาชนหลักหมื่นล้านบาทถูกขโมยไปช่วยคนรวยไม่กี่คน โดยเอาวาระเรื่องการยกระดับทักษะประชาชนมาบังหน้า.