“จาตุรนต์” บี้เตือนวิกฤตคอขวดทางการคลัง หากรัฐบาลไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างลดค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ใหม่ คนไทยมีอ่วม
วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงถึง “วิกฤตคอขวดทางการคลัง” ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ พร้อมชี้ชัดว่าหากรัฐบาลไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างลดค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ใหม่ ประชาชนไทยจะไม่มีทางหลุดพ้นจากลูปความยากจน
นายจาตุรนต์บอกว่า ตนมี 3 เหตุผลสำคัญในการสนับสนุนงบประมาณครั้งนี้ ได้แก่ สภาวะข้อจำกัดทางการคลัง, ความสอดคล้องกับสภาพปัญหา และความสามารถในการรับมือกับวิกฤตโลก โดยในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังติด “กับดักมัลติมิติ” หรือวิกฤตในทุกมิติพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจโตช้า ความเหลื่อมล้ำทางสังคม สังคมสูงวัย ตลอดจนหนี้สาธารณะที่กำลังพุ่งชนเพดาน ซ้ำเติมด้วยปัจจัยภายนอกอย่างการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์หลังโควิด-19 วิกฤตพลังงานและอาหารจากสงครามตะวันออกกลาง รวมถึงกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ “ข้อจำกัดทางการคลัง” นายจาตุรนต์เปิดเผยสถิติว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีรายจ่ายประจำสูงเท่ากับรายได้ที่จัดเก็บได้ คืออยู่ที่ประมาณ 3 ล้านล้านบาท ทำให้งบประมาณในส่วนของการลงทุนทั้งหมดราวกว่า 7 แสนล้านบาท ต้องพึ่งพา “เงินกู้” ทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามที่ พ.ร.บ.การคลัง บังคับไว้ว่า งบลงทุนต้องมีไม่น้อยกว่า 20% ของงบประจำปี
“นี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญที่เงินกู้เราอยู่ที่ 7 แสนล้านบาท แต่เพราะกฎหมายบังคับไว้ ภาวะคลังตอนนี้ขยับยากมาก ถ้าลดลงก็ผิดกฎหมาย ถ้าเพิ่มก็ติดเพดานหนี้สาธารณะ ประเทศไทยต้องขาดดุลแบบนี้ไปอีกหลายปี และถ้ารายจ่ายประจำยังโตขึ้นปีละกว่า 1 แสนล้านบาท โดยที่รายได้ไม่เพิ่ม วันหนึ่งเราจะไม่สามารถจัดทำงบประมาณได้เลย” นายจาตุรนต์ กล่าว
...
นายจาตุรนต์ ชี้ว่าประเทศเหลือทางเลือกเพียง 2 ทางในการกู้สถานการณ์ คือ 1) ลดรายจ่ายประจำ ซึ่งทำได้ยากเพราะผูกพันกับเงินเดือนข้าราชการที่ภาครัฐขยายตัวไม่หยุด และ 2) ปรับโครงสร้างภาษี ซึ่งเกรงว่าจะเป็นการ “ขูดเลือดกับปู” ซ้ำเติมประชาชนในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ดังนั้น ทางออกเดียวที่ดีที่สุดคือ ต้องเร่งทำให้เศรษฐกิจโตเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชน
นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนข้อเสนอจากองค์กรเอกชนที่ต้องการให้รัฐเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับทักษะแรงงาน ปรับปรุงภาคการศึกษา และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมฉายภาพความล้มเหลวในการจัดงบประมาณปัจจุบันที่ยังขาดการบูรณาการ เช่น งบด้าน AI มีลักษณะเป็น “งบจิ๋ว เบี้ยหัวแตก” ทุกหน่วยงานเขียนขอเข้ามาแต่ไร้ทิศทาง เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้ที่ทุ่มงบกว่า 18 ล้านล้านบาทพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ งบพัฒนาทักษะ (Upskill & Reskill) ถูกหั่น โดยกระทรวง อว. ถูกตัดงบ ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) งบเพิ่มแต่ยังจมอยู่กับโครงการเก่า งบผลักดันเศรษฐกิจมูลค่าสูงต่ำเกินจริง เช่น โครงการ Food Technology เพื่อเจาะตลาดตะวันออกกลาง ได้รับงบเพียง 10.8 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์
นายจาตุรนต์ได้ยื่นข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่า จะต้องปรับลดและจัดสรรงบประมาณอย่างมียุทธศาสตร์ที่แท้จริง และ “ห้ามส่งงบที่ตัดลดได้ไปสมทบในงบกลาง” แต่ต้องกดดันให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอแผนงานที่เป็นการบูรณาการเชิงโครงสร้างกลับเข้ามาใหม่ หากไม่มีการปรับปรุงแก้ไขงบประมาณในครั้งนี้ ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ และประชาชนจะไม่มีทางหลุดพ้นจากความยากจน จึงขอเรียกร้องให้ทั้งสภาฯ และ ครม. ร่วมกันคิดอย่างจริงจังว่า จะนำพาประเทศไทยฝ่าวิกฤตทางการคลังครั้งนี้ไปได้อย่างไร