“นฤพล” ชำแหละงบการเคหะแห่งชาติ เรียกร้องควรเลิกสร้างบ้านเพิ่ม หันมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นแทน
เมื่อเวลา 15.40 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายนฤพล เรืองปัญญาโรจน์ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณประจำปี 2570 ในส่วนของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยระบุว่างบประมาณปี 2570 รัฐบาลได้มีการปรับลดงบประมาณที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต แต่เพิ่มงบในการสร้างโครงการใหม่ ซึ่งมี 3 ปัญหา คือ
1. สร้างโครงการใหม่โดยไม่คิดถึงปัจจัยรอบด้าน
2. คุณภาพโครงการต่ำ
3. นโยบายเข้าถึงยาก
นายนฤพล กล่าวด้วยว่า ในปี 2569 การเคหะแห่งชาติ ดำเนินการสร้าง “บ้านเคหะเพื่อคนไทย” จำนวน 6,208 หน่วย แต่ในปี 2570 จะมีการสร้างเพิ่มขึ้นอีกเป็น 16,881 หน่วย ซึ่งคาดว่าต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นกว่า 8,000 ล้านบาท แต่กระทรวง พม. ยังวิเคราะห์ปัจจัยไม่รอบด้าน หนึ่งในนั้นคือด้านอุปสงค์ เพราะประชาชนจำนวนมาก ยังขาดแคลนกำลังซื้อจากวิกฤตเงินเฟ้อและสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ เมื่อเป็นเช่นนี้จะแน่ใจได้อย่างไรว่าโครงการจะขายได้ อีกทั้ง ณ ปัจจุบัน ยังคงมีโครงการที่ขายไม่ออกสะสมอยู่ที่ 3,678 โครงการ ทำให้ภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมหาศาลในการจ่ายค่าซ่อมบำรุงโครงการเหล่านี้ โดยเปล่าประโยชน์
นายนฤพล กล่าวเสริมว่า การจะพิจารณาว่าบ้านจะขายออกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยคือ
1. ทำเลที่ตั้ง ควรใกล้แหล่งชุมชน และระบบขนส่งสาธารณะ แต่โครงการที่ผ่านมาตั้งอยู่ไกลปืนเที่ยง ยกตัวอย่าง หากจะเดินทางมารัฐสภา ต้องต่อรถโดยสารหลายต่อรวมวันละ 8 ชั่วโมง ทำให้หมดแรงทำงาน-ดูแลครอบครัว ซึ่งโครงการที่จะสร้างใหม่ก็ยังเป็นแบบเดิม
...
2. พื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่สีเขียวมีน้อยมาก มีเพียงต้นหญ้าแห้งใกล้ตาย พื้นที่จอดรถก็ไม่มี ทำให้ต้องกินพื้นที่สนามเด็กเล่นมาจอดรถ
3. การบริหารงานและการบำรุงรักษา รวมถึงการรักษาความปลอดภัยที่ดี
ดังนั้น หากการเคหะยังไม่สามารถทำ 3 อย่างนี้ได้ดี จะมั่นใจอย่างไรว่า สร้างใหม่แล้วจะขายออก ดังนั้น สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การสร้างอย่างเดียว ควรกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล เพราะท้องถิ่นเป็นคนที่เข้าใจที่สุดว่าประชาชนต้องการที่อยู่อาศัยแบบใด และไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยอย่างเดียว แต่จะสร้างชุมชน ตลาด โรงพยาบาล เชื่อมต่อขนส่งสาธารณะ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี
นายนฤพล กล่าวต่อว่า 2. คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในโครงการของการเคหะฯ ยังมีคุณภาพต่ำ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519-2568 เป็นต้นมา การเคหะฯสร้างที่อยู่อาศัยในโครงการไปแล้วกว่า 755,833 หน่วย ซึ่งในหลายโครงการมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานจนต้องร้องว่า “อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว บ้านนี้มันน่ากลัว” ตามเพลงฮิตที่กำลังเป็นกระแสของ อูโน่ หลาวทอง เพราะจากการตรวจสอบพบปัญหาโครงสร้างแตกร้าว วัสดุและสุขภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐาน ไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ และไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม อีกทั้งยังขาดพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่สีเขียว ซึ่งประชาชนต้องทนอยู่ในที่อยู่อาศัยสภาพนี้มากว่า 20 ปี ซึ่งอาจถูกกันสาดที่แตกร้าว หล่นใส่ศีรษะเมื่อไหร่ก็ได้ ยังไม่รวมปัญหา หนู-แมลงสาบ ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นและผลกระทบต่อสุขภาพ
นายนฤพล กล่าวด้วย ว่างบประมาณ ปี 2570 ยังถูกปรับลดการพัฒนาคุณภาพที่อยู่อาศัยเดิมถึง 70% เหลือเพียง 43.1 ล้านบาท โดยตั้งเป้าว่าจะนำไปพัฒนา 32 โครงการ ตกโครงการละ 1.3 ล้านบาท ถามว่างบประมาณเท่านี้ จะทำอะไรได้บ้าง อย่างมากแค่บำบัดน้ำก็หมดแล้ว นอกจากนี้งบประมาณในการซ่อมแซมก็ถูกปรับลดเหลือ 144 ล้านบาทเช่นกัน อาจทำได้เพียงเปลี่ยนหลอดไฟ และทาสีใหม่เท่านั้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ ควรเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ หรือรับซื้อที่อยู่อาศัยคืนหากมีปัญหาด้านโครงสร้างจริง
ข้อสุดท้าย คือนโยบายที่ยังไม่ครอบคลุม ยกตัวอย่าง มีการปรับลดงบของสถาบันพัฒนาชุมชน หรือ พอช. เช่น โครงการบ้านมั่นคง และโครงการบ้านพอเพียง ซึ่งเป็นโครงการที่สำคัญในการช่วยประชาชนในการหาที่อยู่อาศัย กระทบประชาชน 2,000 ครัวเรือน และประชาชนที่ต้องการของบซ่อมแซม ก็ต้องไปขออนุญาตจากเจ้าของที่ดิน ซึ่งคือรัฐ ทำให้ไม่สะดวกสบาย และเมื่อได้งบมา ก็ได้แค่ 50,000 บาท ซึ่งไม่พอในการซ่อมแซม แต่ พอช. กลับตั้งโครงการอบรมเตรียมความพร้อมองค์กรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งใช้งบสูงถึง 25.8 ล้านบาท ถามว่า เกี่ยวกับภารกิจของหน่วยงานอย่างไร
นายนฤพล กล่าวว่าในวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ เหมาะสมหรือไม่ ที่จะมาตัดงบประมาณในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมถามไปยังรัฐบาลว่า ควรเลิกสร้างบ้านเพิ่ม แล้วหันมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นแทนหรือไม่