“อภิสิทธิ์” ตั้งชื่องบประมาณปี70 “งบฯไร้อนาคต” ไม่มีงบฯลงทุน มีแต่งบฯบานปลาย ซัดพูดจริงไม่หมด ปูดหนี้สาธารณะทะลุ70% อีก5 ปีหวั่นทะลุ80%
เมื่อเวลา 11.22 น. วันที่ 29 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) อภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี2570 ว่า พรรคปชป.มองว่า กฎหมายงบประมาณปี70 เป็นงบประมาณที่เรามองไม่เห็นอนาคต เพราะโครงสร้างงบประมาณสะท้อนปัญหาที่สะสมมายาวนาน ด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก ภาวะวิกฤตจึงเป็นความท้าทายและเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษว่า จะสะสางปัญหาที่มันหมักหมมมาอย่างไร ที่มองไม่เห็นอนาคต ทั้งจากโครงสร้างงบประมาณที่ประเทศของเราได้เดินมาถึงจุดที่การจัดเก็บรายได้ทั้งหมดมีเพียงพอสำหรับงบประจำกับการใช้หนี้เท่านั้นโครงสร้างงบประมาณปีนี้เกือบทุกบาทที่เป็นงบลงทุนต้องมาจากการขาดดุลหรือการกู้ ชี้ให้เห็นศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีอากรและการหารายได้ที่ทำได้แค่เพียงประคับประคองสิ่งที่มีอยู่ และชดใช้หนี้ที่ได้สร้างไว้ในอดีต จะเห็นสัดส่วนของภาษีอากรเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( GDP )ยังคงอยู่ที่ร้อยละ 14.6 คือต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งที่ความต้องการของประชาชนเรื่องระบบสวัสดิการที่จะสูงขึ้นทุกวัน
ไร้งบฯลงทุน มีแต่งบฯบานปลาย
“ผมเสียดายที่ท่านนายกฯ รมว.คลังก็ดี ไม่ได้มาฟังสภาแห่งนี้ ซึ่งขอย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้น เราจะไม่สามารถที่จะดูแลความต้องการของคนของเราได้ ไม่ต้องไปพูดถึงเป้าหมายที่เขาตั้งกันไว้นานแล้วว่า ผู้สูงอายุเราควรจะได้เบี้ยยังชีพ 3,000 บาท ปีนี้ในงบนี้ยังไม่สามารถเพิ่มได้ไปถึง 1,000 บาท ไม่มีการเพิ่มให้กับคนพิการ ไม่มีการทำให้เงินอุดหนุนสำหรับเด็กแรกเกิดเป็นแบบถ้วนหน้าได้อย่างแท้จริงตามเป้าหมายที่กำหนด งบประมาณที่มีการจัดสรรในปีนี้มีเพียงงบบุคลากรที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.8 งบเงินอุดหนุนที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.6
...
แต่งบที่จำเป็นจะต้องลดลงอย่างค่อนข้างเฉียบพลันคืองบลงทุน คือ -13.1% คือขนาดทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุน ต้องไปกู้มาแล้ว การลงทุนจึงแทบไม่มีโครงการอะไรใหม่ๆ เช่น ความคาดหวังของพี่น้องที่หาดใหญ่ว่า จะต้องมีการลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติซึ่งก็เป็นเรื่องเร่งด่วน ก็ไม่ปรากฏ ยังไม่ต้องพูดถึงการลงทุนเพื่อวางรากฐานในระยะยาว รัฐบาลกู้เงินเพิ่มมาอีก 400,000 ล้าน ที่จะเป็นเรื่องของการลงทุนที่ ไม่ใช่มาแจกจ่ายใน 200,000 ล้านแรก ส่วน 200,000 ล้านหลัง ก็กลายเป็นส่งเสริมให้มีการนำเข้าโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า ที่ไม่ใช่การลงทุนอีก หรือโครงการร่วมทุนกับเอกชน ( PPP )ก็ไม่เห็นโครงการอะไรที่จะมีความคืบหน้า นอกจากการพยายามผลักดันโครงการที่ไม่คุ้มค่า คือ Land Bridge 1 ล้านล้านบาท นี่คือความเป็นจริงว่า ประเทศและงบประมาณของเราติดหล่มอย่างนี้ และจะติดหล่มยาว ถ้าเราไม่สะสางปัญหาใหญ่มาก คือมีงบประมาณที่บานปลายอยู่ตลอดเวลา“ นายอภิสิทธิ์ กล่าว
หวั่นอีก 5 ปี หนี้ทะลุ 80%
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า งบที่เพิ่มขึ้น เป็นเรื่องของงบบุคลากร ที่เรายังไม่ยอมเผชิญความเป็นจริง ตัวอย่างเช่น ยอดเงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญซึ่งตั้งไว้ 389,090 ล้านบาท ก็ไม่พอเพราะช่วงปีที่ผ่านมาจ่ายเกิน 390,000 ล้านไปแล้ว ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระบบของภาครัฐที่ตั้งไว้เท่าเดิม 94,200 ล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมา ยอดที่ใช้จริงก็ทะลุ100,000ล้านบาทไปแล้ว และงบฯที่เกี่ยวข้องกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปีนี้ต้องเพิ่มไปเป็น 214,000 กว่าล้านบาท ตนยืนยันว่า ก็ไม่เพียงพอ ตนอยากฟังรัฐบาลว่าจะแก้ไจปัญหาเหล่านี้ อย่างไร หรือระบบบำเหน็จบำนาญ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล จะเป็นอย่างไร ที่ไม่ให้เงินทั้งหมดนี้มาจบลงอยู่แค่เพียงตรงนี้ เพราะถึงที่สุด ประเด็นรายจ่ายตรงนี้ ไม่มีการลงทุนใหม่ใดๆแล้ว ซ้ำจัดเก็บรายได้ต่ำอีก
นายอภิสิทธิ์ ระบุด้วยว่า วันนี้หนี้สาธารณะของเรา ท่านอาจจะบอกว่ายังไม่ชนเพดาน ในเอกสารระบุอยู่ที่ร้อยละ 66.4 แต่ถ้าศาลอนุญาตให้ท่านกู้ 400,000 ล้านเต็มจำนวน ก็จะสูงไปถึงประมาณร้อยละ 69 ถ้าเอาภาระความจริงที่รัฐติดหนี้สถาบันการเงินของรัฐ ตามมาตรา 28 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง คือ รัฐไปต้องใช้ ธกส. และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ออกเงินไปก่อน แล้วรัฐต้องใช้หนี้คืน ซึ่งขณะนี้มีหนี้ค้างประมาณ 1 ล้านล้านบาท ถ้ารวมตัวนี้วันนี้มันทะลุร้อยละ 70 แล้ว และถ้ามองไปอีก 3-4 ปีข้างหน้า โอกาสที่จะไม่ให้มันทะลุร้อยละ70 นั่นหมายความว่าในที่สุดหนี้สาธารณะ ไม่ใช่แค่ทะลุเพดานร้อยละ 70 แต่มีโอกาสวิ่งเข้าไปถึงร้อยละ 80 ถึงร้อยละ 90 ภายใน 5 ปีหรือ 10 ปีข้างหน้า เราจึงมองไม่เห็นอนาคต ถ้ารัฐบาลไม่มีความกล้าหาญพอที่จะผ่าตัดยอดเงินเหล่านี้ ที่จะทำให้งบประมาณกลับมามีพื้นที่ สำหรับการสร้างอนาคตให้กับประเทศไทยได้ และนี่เป็นครั้งแรก ๆที่กระทรวง ทบวง กรมส่วนใหญ่ได้รับเงินงบประมาณลดลง มีแต่กระทรวง DE ที่โด่งดังที่ได้งบฯเพิ่มขึ้น
ผลาญงบฯ AI-คราวน์ ซ้ำซ้อน
”ถ้าท่านชี้แจงว่า เป็นการลงลงทุนในระบบ Cloud ผมไม่เถียงครับ เรื่องความจำเป็นของระบบ Cloud แต่อยากจะบอกว่า งบของกระทรวง DE ที่เพิ่มขึ้นมาขณะนี้ ยังไม่สามารถทำให้เรามองเห็นถึงวิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ของการที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI)หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ ได้อย่างแท้จริง อย่างไร เป็นงบเช่นเดียวกับอีกหลายกระทรวงที่ใส่ชื่อ “ปัญญาประดิษฐ์” หรืองบฯ AIที่ใส่เจ้าไป คือ วิ่งตามกระแส แต่การใช้งานปราศจากความชัดเจนว่า จะลงทุนให้ประเทศไทยนั่นสามารถได้ประโยชน์ หรือสร้างมูลค่าให้กับตัวเองจากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร ผมมีเวลาจำกัด จะมีเพื่อนสมาชิกมาชี้ให้เห็น ทั้งการลงทุนในทุนมนุษย์ ,ปัญหายาเสพติด ,ปัญหาของท้องถิ่น ที่ยังไม่ได้รับงบประมาณอย่างที่ควรจะได้รับ ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า เรามองไม่เห็นจริงๆ ว่า ภายใต้โครงสร้างงบประมาณอย่างนี้ ผมฟังแถลงของรองนายกฯและรมว.คลังที่ชี้แจงแทนนายกฯ ดูเหมือนท่านรู้หลักการจำเป็นจะต้องทำ
ท่านพูดถึง 5 T ทำงบฯตรงเป้า ,โปร่งใส ,ผ่านวิกฤต ,สร้างการเปลี่ยนผ่าน และระดมความร่วมมือ ท่านเขียนถึงการทำงบประมาณแบบแม่นยำ ตรงเป้าหมาย ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ แต่เอาเข้าจริง ๆ เนื้อในของงบประมาณฉบับนี้ ผมไม่ได้เห็นทั้ง 5 T,ไม่เห็นทั้งการตั้งงบประมาณแบบมุ่งเป้า ไม่เห็นงบประมาณที่เป็นฐานศูนย์อย่างแท้จริงเลย เราจึงมองไม่เห็นอนาคต แล้วขอบคุณที่ฝ่ายรัฐบาลซึ่งอภิปรายเมื่อสักครู่ที่ชี้ให้เห็นความชัดเจนของงบประมาณฉบับนี้ก็คือ เป็นงบหาเช้ากินค่ำจริงๆ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว