รัฐบาลสยบข้อกังวลยับยั้งวัยหนุ่มสาวในเด็ก ยืนยัน สปสช. มีหลักเกณฑ์กลุ่มเป้าหมายต้องเป็นบุคคลข้ามเพศที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ 


วันที่ 28 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสความห่วงกังวลในสังคม เกี่ยวกับแนวทางการจัดบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ โดยเฉพาะประเด็นข้อสงสัยเรื่องการใช้ยากลุ่มยับยั้งการเข้าสู่วัยหนุ่มสาว (Puberty Blocker) ในกลุ่มเด็กและเยาวชนว่า ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้มีการตรวจสอบและยืนยันแล้วว่า การดำเนินงานในปัจจุบันเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ (Protocol) ที่กำหนดเอาไว้ชัดเจนและรัดกุม โดยกลุ่มเป้าหมายของบริการนี้ คือ บุคคลข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศที่มีสัญชาติไทย ซึ่งมีความจำเป็นทางการแพทย์ในการเข้าสู่กระบวนการยืนยันเพศสภาพ และจะต้องผ่านการประเมินสุขภาพองค์รวมจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (แพทย์) อย่างละเอียดแล้วเท่านั้น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุข้อกำหนดเรื่องอายุว่า สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จะสามารถแสดงความยินยอมในการเข้ารับบริการได้ด้วยตนเอง และหากแพทย์ผู้ประเมินพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีของผู้รับบริการรายนั้น ๆ มีความซับซ้อนเกินขีดความสามารถของตนเอง ก็มีระบบในการส่งต่อผู้รับบริการไปยังแพทย์เฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญสูงกว่าทันที

“ต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า บริการนี้ไม่ใช่การแจกยา ไม่ใช่บริการเพื่อความสวยงาม และไม่ใช่การเปิดช่องให้เด็กหรือเยาวชนสามารถเข้าถึงยากลุ่มนี้ได้โดยไม่มีระบบกำกับดูแล แต่เป็นบริการทางการแพทย์สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นจริง ๆ ซึ่งในขณะนี้ Protocol ที่สามารถเบิกจ่ายได้ ครอบคลุมเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น และจากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังในระบบการเบิกจ่ายทั้งหมด ไม่พบมีผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีเบิกจ่ายเข้ามา ซึ่งหากอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็จะไม่เข้าเกณฑ์การปฏิบัติและไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว” นางสาวพลอยทะเล กล่าวเน้นย้ำ

...

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อไปว่า ภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) กลุ่มคนข้ามเพศที่เข้าเกณฑ์จะสามารถเข้ารับบริการฮอร์โมนข้ามเพศได้ทั้งในรูปแบบ “ยาเม็ด” และ “ยาฉีด” โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายแต่ละบุคคล เช่น ปัจจัยด้านอายุ ภาวะสุขภาพเดิม และผลการตรวจร่างกาย เพื่อให้กระบวนการรักษามีความปลอดภัยและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่การจ่ายยาเท่านั้น แต่เป็นการดูแลสุขภาพในมิติการยืนยันเพศสภาพแบบครบวงจร และการบรรจุบริการนี้เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นการดำเนินงานตามขั้นตอนการพัฒนาสิทธิประโยชน์ตามปกติของ สปสช. ที่ผ่านการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ ไม่ใช่การกำหนดสิทธิประโยชน์โดยเร่งรัดหรือข้ามขั้นตอนแต่อย่างใด ประชาชนจึงมั่นใจได้ในระบบความปลอดภัยและการควบคุมงบประมาณรัฐ