“ยศชนัน” ผนึก 3 กระทรวงฯ ลงพื้นที่ “ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ โคราช” ชูเทคโนโลยียกระดับผลิตครบวงจร สู่มาตรฐาน “ตรานกยูงพระราชทาน” มุ่งเป้าชาวบ้านได้สวัสดิการดูแลตรงจุด-ทุ่นแรงลดเวลาทำงาน


วันที่ 28 มิถุนายน 2569 ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ นายวัชรพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนคณะผู้บริหารระดับสูงจากทั้ง 3 กระทรวง และหน่วยงานในจังหวัดนครราชสีมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมและติดตามการดำเนินงาน ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดนครราชสีมา โดยมีนายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ให้การต้อนรับ


จากนั้น นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม ได้กล่าวรายงานภาพรวมการดำเนินงาน พร้อมนำเสนอความคืบหน้าในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ ซึ่งเกิดจากการบูรณาการความร่วมมือและการสนับสนุนระหว่างกรมหม่อนไหมและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) โอกาสนี้ อธิบดีกรมหม่อนไหมได้นำคณะรองนายกฯ เข้าเยี่ยมชมโรงเลี้ยงไหมและระบบห้องเย็น เพื่อติดตามกระบวนการผลิตไข่ไหมอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ไหม การคัดแยกเพศ การผสมพันธุ์ ไปจนถึงการวางไข่ รวมถึงตรวจเยี่ยมกระบวนการตรวจมาตรฐานการผลิตไข่ไหมแผ่น การเก็บไข่ และการตรวจโรคเพบริน (Pebrine) โดยไฮไลต์สำคัญคือ ศ.ดร.ยศชนัน ได้ร่วมทดสอบการตรวจนับไข่ไหมมาตรฐานของกรมฯ ด้วยการใช้โปรแกรมนับไข่ไหม ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการผลิต

...


จากนั้น ดร.ยศชนัน กล่าวว่า “วันนี้ต้องขอขอบคุณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม ที่เป็นเจ้าภาพในการลงพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการทำงานบูรณาการร่วมกันระหว่าง 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง อว. และกระทรวง พม. สิ่งที่เราพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นคือการมองภาพรวมเพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในการทำหม่อนไหมอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ


ในส่วนของต้นน้ำ คือการปลูกใบหม่อนเพื่อนำไปเลี้ยงไหม ได้มีการบูรณาการร่วมกับ มทร.อีสาน ในเรื่องระบบการบริหารจัดการน้ำ การดูแลแนวทางปรับปรุงดิน และการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในแปลงหม่อน ซึ่งความจริงแล้วเรามี MOU ร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2557 และปัจจุบันกำลังพยายามอัปเดตเทคโนโลยีเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น” ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า


หลังจากได้ใบหม่อนแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการดูแลไข่ไหมและตัวหนอนไหม ซึ่งเราได้นำอุปกรณ์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น เครื่องจัดการมูลหนอนไหม ที่ช่วยให้เกษตรกรลดระยะเวลาและทำงานได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงอุปกรณ์ในการดึงเส้นไหม การตีเกลียว และการทำความแข็งแรงของเส้นไหม ซึ่งเกิดจากการบูรณาการระหว่างกรมหม่อนไหมและมหาวิทยาลัยเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร


ดร.ยศชนัน กล่าวด้วยว่า จากการลงพื้นที่ เราพบว่าเทคโนโลยีบางอย่างที่เราคิดว่าจะเข้ามาช่วยได้ 100% แต่เมื่อนำมาใช้จริงในพื้นที่อาจจะยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนและประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำทักษะดั้งเดิมมาใช้ร่วมกับเทคโนโลยีได้ ซึ่งรูปแบบนี้ยังเหมาะสมกับบริบทของสังคมผู้สูงอายุอีกด้วย นอกจากนี้เมื่อสักครู่ที่ได้เข้าไปดูในโรงเรือน เรายังได้ร่วมกันหาแนวทางพัฒนาและเพิ่มคุณภาพของไข่ไหมผ่านเทคโนโลยีการนับจำนวนเมล็ดอีกด้วย


ต่อมา อธิบดีกรมหม่อนไหม พร้อมด้วยอธิการบดี มทร.อีสาน ได้นำคณะเข้าชมนิทรรศการ “ยกระดับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม สู่รายได้ที่มั่นคง” ซึ่งจัดแสดงเส้นทางการพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างครบวงจร โดยในส่วนของต้นน้ำมีการจัดแสดงพันธุ์หม่อน การบริหารจัดการน้ำ พืชแซม และเทคโนโลยีด้านเส้นไหม อาทิ การผลิตไข่ไหมปลอดโรค โรงเรือนควบคุมอัตโนมัติ การป้องกันโรคในโรงเลี้ยง และเทคโนโลยีการดูแลไหมวัยอ่อน ส่วนกลางน้ำและปลายน้ำ ครอบคลุมตั้งแต่นวัตกรรมเครื่องสาวไหม เครื่องตีเกลียว การกำหนดมาตรฐานเส้นไหม การฟอกย้อมด้วยสีธรรมชาติ นวัตกรรมเครื่องฟอกย้อม เทคนิคการทอผ้า การออกแบบลวดลาย เครื่องค้นหูก เครื่องม้วนเส้นไหม ไปจนถึงการรับรองมาตรฐานผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงผลงานกิจกรรมผ้าไหมและสิ่งทออีสานของศูนย์ส่งเสริมผ้าพื้นถิ่นอีสานไทย-ฝรั่งเศส มทร.อีสาน (วิทยาเขตขอนแก่นและสุรินทร์) อีกด้วย