รองนายกฯ “ปกรณ์” เปิด 3 หลักการแก้ “ร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” คุมเข้มเอกชนงานดี แก้ผู้รับเหมาทิ้งงาน ชี้ ของดีราคาถูกไม่มีในโลกเสมอไป หวังทำได้อาจจบวลี “ค่าโง่” คาดชงสภาฯ ก.ย.นี้
วันที่ 28 มิถุนายน 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงความคืบหน้าและเหตุผลการปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ว่า ขณะนี้ส่งเรื่องให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้ว อยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอน สำหรับวัตถุประสงค์การปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ครั้งนี้มี 3 ประเด็นหลักๆ คือ
1. ต้องการคุมเข้มการคัดเลือกคู่สัญญาของรัฐ โดยจะเน้นการพิจารณาจากประโยชน์ของราชการ ความสามารถการปฏิบัติงานของคู่สัญญา ผลงานในอดีต เช่น ประวัติการทำงานเป็นอย่างไร ส่งงานตามกำหนด มีประวัติไม่ดีหรือไม่ ตรงนี้จะนำมาเป็นเกณฑ์เพื่อกำหนดรายละเอียดป้องกันไม่ให้คู่สัญญาทิ้งงาน เนื่องจากจะเห็นได้ว่า ในอดีตหลายโครงการรัฐถูกปล่อยทิ้งร้างเพราะมีปัญหา คือเดิมยึดหลักกรมบัญชีกลาง พิจารณาจากเกณฑ์เสนอราคาต่ำสุด แต่ต้องยอมรับว่า “ของดีราคาถูก อาจจะไม่มีในโลกเสมอไป” ไม่เช่นนั้นอาจจะได้สินค้าไม่มีคุณภาพตามราคา รวมถึงผู้รับเหมาที่ได้ราคาต่ำสุดหลังรับเงินงวดแรก มีโอกาสทิ้งงานสูงและไปตั้งบริษัทใหม่ ดังนั้นจึงต้องกำหนดหลักเกณฑ์นี้
2. กำหนดเกณฑ์รับผิดชอบของคู่สัญญาให้ชัดตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน อาทิ กำหนดในสัญญาหากมีความผิดพลาดหรือความเสียหายจากผู้รับเหมาคู่สัญญา เช่น เกิดอุบัติเหตุหรืออุปกรณ์ก่อสร้างตกลงมาโดนรถหรือประชาชนเสียหาย ถ้าไม่หนักระยะแรกอาจตักเตือน แต่ถ้าเกิดซ้ำๆ กันประมาณ 3 ครั้ง รัฐสามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันที เพราะที่ผ่านมาการจะเลิกสัญญากับเอกชนที่ทำความเสียหาย ต้องผ่านหลายขั้นตอนใช้ระยะเวลานาน จึงเห็นว่าหลายโครงการยังคงค้างไม่มีคนเข้าไปฟื้นฟูพัฒนาต่อได้
...
3. ต้องมีการวางเงินประกันการอุทธรณ์ ก่อนเริ่มงาน
เมื่อถามว่าหลายโครงการของรัฐยังถูกปล่อยทิ้งร้าง จะแก้ปัญหาอย่างไร นายปกรณ์ ยอมรับว่า ประเด็นนี้เป็นอีกปัญหาที่ต้องแก้ไข ตนได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่าหลักเกณฑ์ต้องแยกให้ออกระหว่าง “อาคารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ” กับ “เรื่องทุจริต” ควรมองว่าโครงการดีๆ มีความจำเป็นหรือไม่ ฉะนั้นต้องแยก 2 ประเด็นนี้ (ประโยชน์สาธารณะ-สอบทุจริต) หากโครงการนั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ควรเร่งหาคนเข้ามารับช่วงทำต่อ ส่วนเรื่องตรวจสอบก็แยกไปดำเนินการ เพื่อให้โครงการที่เป็นประโยชน์ไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง
“การตรวจทุจริตกับประโยชน์การก่อสร้าง ต้องแยกออกจากกัน ไม่เช่นนั้นจะเห็นโครงการรัฐถูกปล่อยทิ้งร้างคาราคาซังแบบนี้ เป็นพันๆ หมื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่างๆ เงินลงไปดองมหาศาล สร้างความเสียหายทางมูลค่าเศรษฐกิจ ฉะนั้นถ้ามีทางออก ควรทำต่อให้จบแล้วเปิดใช้เพราะทุกปีที่ผ่านไปมีความหมาย ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้อะไรเลย แล้วกลายเป็นวลี ค่าโง่ อีก”
นายปกรณ์ เชื่อว่าการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ เมื่อมีการกำหนดหลักเกณฑ์ชัดเข้มงวดมากขึ้น จะทำให้ผู้รับเหมาไม่กล้าทุจริต เพราะหากกังวลเรื่องทุจริตก็จะไม่กล้าใส่เงินลงไปทำตั้งแต่แรก ส่วนผู้รับเหมาที่ทำงานดี ทำงานตรงเวลาไม่มีปัญหา รวมถึงควรจะได้แต้มต่อกับกลุ่มนี้ ส่วนไทม์ไลน์หลังจากนี้ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง จะนำการปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับนี้ไปรับฟังความเห็น จากนั้นจะจัดทำร่างกฎหมายฉบับหลักและรับฟังความเห็นอีกครั้ง คาดว่าขั้นตอนทั้งหมดจะอยู่ประมาณ 2 เดือน จากนั้นจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และอาจจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ช่วงกันยายนปี 2569 นี้.