“สีหศักดิ์” เผยเยือนคาซัคสถานยกระดับความสัมพันธ์รอบด้าน จี้สหรัฐฯ-อิหร่านยึดข้อตกลงหยุดยิงคืนสันติภาพ
วันที่ 27 มิถุนายน 2569 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เปิดเผยถึงผลสำเร็จภายหลังเสร็จสิ้นการเดินทางเยือนสาธารณรัฐคาซัคสถานอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า การเดินทางไปเยือนในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับคาซัคสถาน ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โดยมีคณะภาคเอกชนไทยรายใหญ่กว่า 10 บริษัทร่วมเดินทางและเปิดเวทีสัมมนาธุรกิจร่วมกันเพื่อขยายโอกาสทางการค้า
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ในระหว่างการเยือนตนได้มีโอกาสเข้าพบหารือกับประธานาธิบดีและรัฐมนตรีของคาซัคสถาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือในหลากหลายมิติร่วมกัน เนื่องจากคาซัคสถานเป็นประเทศที่มีบทบาทและอิทธิพลสูงในภูมิภาคเอเชียกลาง มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น และยังเป็นสมาชิกหลักของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EAEU) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ไทยกำลังมีความสนใจและมุ่งผลักดันให้เกิดการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ร่วมกันในอนาคต
สำหรับประเด็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า ทางคาซัคสถานพร้อมที่จะให้การสนับสนุนประเทศไทยในด้านความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากคาซัคสถานเป็นแหล่งอุดมไปด้วยทรัพยากรพลังงานที่สำคัญของโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของไทยที่ต้องการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานให้มีความหลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงและความผันผวนจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
“คาซัคสถานมองว่าประเทศไทยคือประตูสำคัญในการเชื่อมโยงสู่ภูมิภาคอาเซียน และพวกเขาต้องการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับเราอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการร่วมทุนในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอาหาร และการส่งเสริมการท่องเที่ยว” นายสีหศักดิ์ กล่าวและว่า ฝ่ายคาซัคสถานยังแสดงความสนใจอย่างมากที่จะเข้ามาลงทุนในธุรกิจโรงแรม รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมการบริการ (Hospitality) โดยมีแผนความสนใจที่จะส่งบุคลากรของคาซัคสถานเดินทางมาเข้ารับการอบรมและศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อนำความรู้และมาตรฐานของไทยไปช่วยยกระดับอุตสาหกรรมการบริการภายในประเทศของคาซัคสถานต่อไปในระยะยาว
...
นายสีหศักดิ์ยังกล่าวถึงกรณีสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) หลังเกิดเหตุการณ์กองทัพอิหร่านยิงตอบโต้เรือรบของสหรัฐอเมริกา ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยว่า ก่อนหน้านี้ทั้งสองประเทศเพิ่งจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีและประชาคมโลกต่างคาดหวังว่า จะนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพที่ถาวรในอนาคต เพราะที่ผ่านมาเป็นที่พิสูจน์แล้วว่า การทำสงครามและการใช้กำลังสู้รบไม่เคยนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนได้เลย ดังนั้น คนทั่วโลกและประเทศสมาชิกประชาคมโลกจึงคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อมีการทำข้อตกลงร่วมกันแล้ว ก็ขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามนั้นอย่างเคร่งครัด เพื่อยุติความรุนแรงและคืนความสงบสุขให้ประชาชนได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ
เมื่อถามถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางด้านเชื้อเพลิงของประเทศไทย นายสีหศักดิ์ ยอมรับตรงๆ ว่า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้ เรื่องของพลังงานและราคาพลังงานในบ้านเราจะได้รับผลกระทบโดยตรงแน่นอน นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวยังส่งผลกระทบไปถึงกระบวนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กำลังดำเนินการอยู่ หากทั้งสองฝ่ายยังคงมีการเปิดฉากสู้รบกัน การเปิดช่องแคบเพื่อใช้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและพลังงานของโลกก็จะต้องล่าช้าออกไปอีก” นายสีหศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย จะยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบและเตรียมมาตรการรองรับทางด้านพลังงาน เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนไทยให้น้อยที่สุดต่อไป