พรรคประชาชน ปราศรัยใหญ่ “เติมกรุงเทพให้เต็ม 10” ส่ง “ดร.โจ” เป็นผู้ว่าฯ กทม. “นายกอบจ.ลำพูน” โผล่แจมขอโอกาสคนกรุง บอกอยากมีเพื่อนเป็น อบจ.ใหญ่สุดในไทย “วิโรจน์” ปลุกคนกรุงฯ เลือกส้ม 2 ใบ ทำงานเป็นทีม เย้ยที่ผ่านมาไม่เคยมี สก. อิสระจริง
เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 26 มิ.ย. 2569 ที่ สวนเบญจกิติ บริเวณลานน้ำพุ พรรคประชาชน ได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ ภายใต้ชื่อ “เติมกรุงเทพให้เต็ม 10” เพื่อรณรงค์หาเสียงให้กับนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 10 และผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ทั้ง 50 เขต ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. นี้ โดยมีการเลื่อนเวลาเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ออกมา 1 ชั่วโมงจากเวลา 17.00 น.มาเป็น 18.00 น. เนื่องจากเจอฝนถล่มอย่างหนัก แต่สุดท้ายฝนหยุดก็สามารถเปิดเวทีได้ โดยช่วงต้นของการเปิดเวทีปราศรัยนั้น ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนที่มารับฟังปราศรัยได้แสดงความเห็นต่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก่อน ซึ่งมีแกนนำคนสำคัญอย่างนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหาร นางสาวเพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมที่ปรึกษา นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน และผู้สมัคร สก. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน อาทิ นายอริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ ผู้สมัคร สก. เขตบางกอกน้อย นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ผู้สมัคร สก. เขตบางซื่อ หรือ อดีต สก.เนอร์ส
โดย นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ซึ่งมาร่วมกิจกรรมปราศรัยดังกล่าวตอนหนึ่งในช่วงแรกของการเปิดเวที ว่า มีการพูดว่าให้ดูการบริหารงานของอบจ.ลำพูนเป็นตัวอย่าง แต่จริงๆ ไม่ใช่ เพราะกรุงเทพฯ คืออบจ.ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ถ้าวันอาทิตย์นี้นายชัยวัฒน์ ชนะการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ทั้งประเทศจะต้องมาดู กทม. และดูว่าเราจะบริหารประเทศได้ดีหรือไม่ดี ให้ดูโมเดลกรุงเทพมหานครเป็นตัวอย่าง และตนขอละ ตนอยากมีนายก อบจ. ใหญ่อีกสักที่หนึ่ง เนื่องจากมีคนบอกว่าจะไปทำไม เพราะถึงอย่างไร “คนนั้น” ก็ชนะ แต่ตนอยากขอโอกาสจากคนกรุงเทพฯ ทำให้คนทั้งประเทศไทยเห็น และขอโอกาสให้เราได้ทำให้คนทั้งประเทศเห็นว่า ถ้าเราได้บริหารจริงๆ แล้วประเทศไทยจะไปทางไหน
...
“ผมไม่อยากพาดพิงอดีตผู้ว่า กทม. แต่ท่านพาดพิงมาก่อนว่า ซื้อของแพงบางรายการ ซึ่งก็บางรายการจริงๆ เพราะ เมื่อสักครู่ ผมไปที่ร้าน มองหาลู่วิ่งก็ไม่เจอในราคา 700,000 บาท เช่นเดียวกัน จริงๆ ท่านเป็นไอดอลของผม แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังเป็นอยู่หรือไม่ โดย 4 ปีที่แล้ว มี 200 นโยบาย 4 ปีต่อมามี 250 แสดงว่านโยบายเดิมทำไม่เสร็จ แล้วมาเพิ่มนโยบายขายฝันเข้าไปหรือไม่ ดังนั้นขอให้เสียงคนกทม. ทุกคน 1 เสียงช่วยกัน ถึงแม้เราไปไม่ถึงดวงจันทร์ ก็ขออยู่ท่ามกลางดวงดาว” นายก อบจ.ลำพูน กล่าว.
“วิโรจน์” ปลุกคนกรุง เลือกผู้ว่าฯ-ส.ก. พรรคส้ม ทำงานเป็นทีมรู้ใจ
ต่อมาเมื่อเวลา 18.50 น. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหารกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน กล่าวตอนหนึ่งบนเวทีปราศรัยใหญ่ ว่า ที่ผ่านมาเวลาเราเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็จะจดจ้องว่าผู้ว่าฯ คือใคร แต่ไม่เคยโฟกัส สก.เลย ซึ่งการโฟกัสไปที่ผู้ว่าฯ ก็ไม่ผิด เพราะผู้ว่าฯ มีหน้าที่เสนอนโยบายและของบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน มาจ่ายเพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ทั้งทำอุโมงค์ระบายน้ำ ทำท่อระบายน้ำ ถนนหนทาง ไปส่องสว่าง หรือสร้างโรงพยาบาล
นายวิโรจน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามพูดแบบบ้านๆ สก.โคตรสำคัญ เพราะต่อให้ผู้ว่าฯ อยากจะทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ แต่จะเปิดเก๊ะเอาเงินไปไม่ได้ ผู้ว่าฯ จะต้องเสนอขอจากสภา กทม. ทั้ง 50 คน ถ้ามีบางกลุ่มบางก้อนไปสมคบคิดกันตัดงบฯ แบบมีวาระซ่อนเร้น ไม่มีเหตุ ไม่มีผล แต่คิดว่าจะเอามาได้ 5,000 ล้านบาท เพื่อไปคุยกับผู้รับเหมาค่ายของตัวเองมาทำ TOR ล็อกสเปก รับโครงการจากกทม. แล้วจ่ายเป็นเงินทอนกลับมาที่สก. และข้าราชการที่ไม่ดี ที่ยอมเป็นมือเป็นไม้ให้กับสก. คนนั้น ที่ผ่านมา ถ้าถามผู้ว่าฯ คนปัจจุบัน ท่านก็ไม่อยากตอบ เพราะท่านไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ไม่มีผู้ว่าฯ คนไหนอยากเจออะไรแบบนี้ ถ้า ผู้ว่าฯ ไม่อยากจะเจรจา ก็ถูกตัดงบโชว์อีก เช่น เซ็นเซอร์แผ่นดินไหว 9 ล้านบาท เรียกว่าเป็นการยิงตัวประกันโชว์ผู้ว่าฯ สุดท้ายต้องยอมแบ่งกันคนละครึ่ง 2.5 พันล้านให้ ส.ก. 2.5 พันล้านบาท ให้ผู้ว่าฯ เอาไปใช้ทำโครงการ ทั้งนี้ คนซวยคือคนเซ็น คือผู้ว่าฯ คนติดคุกคือข้าราชการตัวเล็กตัวน้อย ส่วนคนที่ลอยนวลคือส.ก.พวกนี้ แล้วเลือกตั้งชนะด้วยการแจกเงินซื้อเสียงมาหลายสมัย ทั้งนี้ตนไม่ได้เหมารวมทุกคน แต่พูดถึง สก. กลุ่มนี้
“เวลาผมเห็นป้ายคนพวกนี้ว่าอิสระ ก็ไม่เคยเห็นอิสระต่อผู้รับเหมาเลย แต่เป็นอิสระกับประชาชน เพราะไม่เคยเอาโครงการที่ประชาชนต้องการเสนอต่อผู้ว่าฯ เลย ถือว่าอิสระจากผู้ว่าฯ ด้วย เอาเหตุ เอาผลมาคุยเอาโครงการที่เป็นประโยชน์มัน ดีก็ไม่สนอะไร ตั้งใจจะตัดงบก็ตัดเลย ดังนั้นถือว่าอิสระจากผู้ว่าฯ อิสระจากเหตุผล อิสระจากความต้องการของประชาชน อิสระจากปัญหา และความเดือดร้อนของประชาชน แต่แนบแน่นกับผู้รับเหมาปานพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน หลายคนอย่าให้ผมต้องพูด ผู้รับเหมาไปนั่งในห้อง สก. ด้วยซ้ำ นั่งกินข้าวกันด้วยซ้ำ นี่หรือคืออิสระ แต่จะว่าไปก็อิสระจริงๆ คืออิสระจากความเดือดร้อนของประชาชน” นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า แล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าสก.หากินเหล่านี้ต้องสงสัยอยู่ในเขตไหนบ้าง เราก็ต้องรู้พฤติกรรมคนพวกนี้ว่า เป็นนักปั้นโครงการ และกินเงินทอนจากโครงการ ดังนั้นเขตไหน ทั้ง 50 เขตไปเอกซเรย์เลย ถ้าเจอไซต์ก่อสร้างโครงการกทม. ทิ้งงานเยอะๆ แต่ไม่ใช่การทิ้งโครงการเดียวแล้วไปเพ่งโทษเขา แต่ถ้าเจอแบบ นั่นก็ทิ้ง นี่ก็ทิ้ง หรือเจอผู้รับเหมาไม่มาแล้ว อยู่ดีๆ วันจันทร์ถึงศุกร์มีผู้รับเหมา 1-2 คน เคาะป๊อกแป๊กๆ ให้ตั้งข้อสังเกตได้เลยว่าสก.กลุ่มนี้คือ สก.หากินกับเงินทอน แล้วจะเลือกเขาต่อไปหรือเปล่าก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของชาวกทม. ในเขตในแขวงนั้น ซึ่งผลกระทบ คือความเสียหาย ที่เกิดขึ้นอาจจะนานเป็นปีๆ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อาจเกิดขึ้นหน้าบ้านของทุกคน ที่ท่านวัดได้ด้วยตัวเอง
นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า สก. เหมือนคนคุมบัญชีที่คอยเปิดเก๊ะ คุยกับผู้ว่าฯ โครงการนี้มีงบฯ เท่าไหร่ เหมาะสมหรือไม่ แล้วนำเงินนั้นให้กับผู้ว่าฯ อย่างเหมาะสม แล้วคอยติดตามผู้ว่าฯ ว่าโครงการที่ได้ไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้นเสร็จแล้วหรือยัง ซึ่งตนคิดว่าผู้ว่าฯ ทุกคนต้องการทำงานกับสก.แบบนี้ สก.ที่เข้าใจนโยบาย สก.ที่มองตากันก็รู้ใจ สก. ที่รู้จักหน้าที่และมีเหตุมีผล ดังนั้นเพื่อให้กรุงเทพฯ พัฒนาได้แบบเต็ม 10 เคลื่อนนโยบายที่คิดคำนวณนโยบาย ที่เหมาะสมเอาไว้แล้ว ที่พร้อมกลั่นกรองดูงบฯ อย่างละเอียด โครงการไหนจำเป็น ให้งบฯ อย่างเต็มที่ โครงการไหนที่ถูกลงได้ มีข้อเสนอที่ดีกว่า ก็ตัดลดด้วยเหตุด้วยผล
“นี่คือเหตุผลที่วันที่ 28 มิ.ย.นี้ เลือกผู้ว่าสีส้ม นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร และส.ก.ของเรา ทั้ง 50 คน 50 เขต พอกันที สก.อิสระจากประชาชน เราต้องการ สก.ที่แนบแน่นกับประชาชน อยู่คู่กับสุขและทุกข์ และเป็นเหตุเป็นผลในการดูแลเงินภาษีของเรา” นายวิโรจน์ กล่าว.