“พริษฐ์ วัชรสินธุ” ปล่อยคลิป “ครูแก้ว ศุภชัย” พูดชัด สว. สังกัดสีน้ำเงิน รวมตัวฮั้วที่อยุธยาเสนอเงิน 3 แสน กับตำแหน่งผู้ช่วย สว. จี้ กกต. ส่งเรื่อง 229 ราย ให้ศาลตามที่ คณะกรรมการชุดที่ 26 สอบมา
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 มิ.ย. 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงข่าว เรื่องครบรอบ 2 ปี เลือก สว. ระดับประเทศ และเปิดหลักฐานเพิ่มเติมการฮั้ว สว. ช่วงต้น นายพริษฐ์ ได้เปิดคลิปวิดีโอ ให้สื่อมวลชนดู พร้อมระบุว่าหลักฐานแรกเป็นคลิปเสียงนักการเมืองในจังหวัดนครพนม โดยในคลิปปรากฏภาพ นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตสส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวกับบรรดาคนที่มางานพิธีบายศรีสู่ขวัญ เนื่องในโอกาสที่นายสิทธิกร คงยศ ได้รับเลือกเป็น สว. เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2567 โดยนายศุภชัย กล่าวในคลิปว่า นายสิทธิกรเป็น 1 ใน 3 สว. ที่ได้รับเลือก รวมถึงอีก 2 ท่าน ตนในฐานะผู้สนับสนุนก็ประกาศอย่างไม่อายใครว่า สว.นครพนมทั้ง 3 ท่านนี้เป็น สว.สายสีน้ำเงินชัดเจน เพราะสีน้ำเงินเป็นสีของสถาบันพระมหากษัตริย์ ฉะนั้น เราไม่ต้องอายใครว่าเราอยู่ในสีน้ำเงิน ไม่ต้องอายใครว่าเราเป็นคนจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องนี้ท่าน สว.สิทธิกรชัดเจนมาก ตนมั่นใจ ทำงานร่วมกันมาหลายปี นายสิทธิกร เป็นคนคงเส้นคงวา มุ่งมั่นตั้งใจ ทุ่มเท ช่วยกิจกรรมทางการเมืองของตนมาโดยตลอด ตอนนี้ไม่ได้สังกัดพรรคภท.เพราะสังกัดพรรคผิดกฎหมาย แต่สังกัดสีน้ำเงิน
นายพริษฐ์ กล่าวว่า นายศุภชัยดูมีความรู้จัก สว. จากนครพนม 3 คนเป็นอย่างดี เราเห็นว่านายศุภชัยในการใช้คำว่า สว. สายสีน้ำเงินอย่างชัดเจน สะท้อนว่ามีการแบ่งกลุ่มแบ่งก้อนในบรรดากลุ่ม สว. แต่แม้นายศุภชัยจะพูดในคลิปว่าตัวเองเป็นเพียงผู้ให้กำลังใจ แต่จากหลักฐานพยานที่เรารวบรวมมา เราตั้งคำถามว่านายศุภชัยอาจจะมีบทบาทมากกว่า เป็นเพียงผู้ให้กำลังใจหรือไม่
...
นายพริษฐ์ เปิดหลักฐานที่ 2 เป็นภาพโรงแรมหนึ่ง ก่อน พร้อมกล่าวว่า จากพยานที่บอกเล่าตนมา เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24-25 มิ.ย.ที่ จ.อยุธยา มีการรวมตัวกัน เราทราบว่า นอกจากบรรดาผู้สมัครแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญที่ในห้องประชุมดังกล่าวด้วย ได้แก่นายศุภชัย สว. 3 คน ที่มาจาก จ.นครพนมและอาจารย์ที่มีอักษรย่อ ป.ปลา ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำโพย พยานเล่าให้ฟังว่า ในวันดังกล่าว มีการจัดทำโพยด้านหลังเอกสาร สว.3 เพื่อใช้สำหรับการเลือก สว.ทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย มีผู้สมัครบางคนที่เกิดอาการไม่พอใจ เพราะไม่เห็นตัวเลขผู้สมัครตัวเองปรากฏอยู่ในโพย มีบุคคลท่านหนึ่ง ที่ท้ายที่สุดกลายมาเป็น สว. พูดว่าไม่ต้องกลัว เดี๋ยวจังหวัดอื่นก็จะมาเลือกหมายเลขของเรา รวมถึงให้สัญญาด้วยว่าถ้าใครไม่มีแต้ม มาเอาเงินสดกับผม 300,000 บาท นอกจากนี้ พอมีคนเริ่มไม่พอใจ นายศุภชัยก็ ไปเจรจาไกล่เกลี่ยนอกรอบด้วย ว่าหากไม่ได้รับเลือก ยังมีตำแหน่งผู้ช่วย สว. ที่จะให้เวียนมาเป็นผู้ช่วยได้ มีการบอกว่าให้เซ็นใบลาออกล่วงหน้าไว้ มีการเก็บภาพในกล้องวงจรปิดไว้แล้ว เป็นการข่มขู่ผู้สมัครทางอ้อม โดยโรงแรมแห่งนี้ ทีมงานของตนก็ไปสำรวจมามีกล้องวงจรปิด ที่น่าจะระบุได้ว่าบุคคลใดไปร่วมประชุมบ้าง รวมถึงเจ้าของก็เป็นคนที่อยู่ในครอบครัวของนักการเมืองในพื้นที่
แฉ คลิปเสียงเสนอเงิน 1 ขีด มัดจำครึ่งขีด
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หลักฐานที่ 3 คือ หนึ่งในผู้สมัคร สว. จาก จ.นครพนม ซึ่งตอนนี้เป็น สว. แล้ว ได้ซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับบุคคลอื่น 9 คน มีรายละเอียดแจ้งถึงไฟท์บิน และราคาตั๋ว ส่วนหลักฐานที่ 4 คือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วง 1 สัปดาห์ก่อนมีการเลือก สว. มีการนัดรวมตัวกันที่โรงโม่ปูนแห่งหนึ่ง ในจ.นครพนม ส่วนหลักฐานสุดท้าย นายพริษฐ์ ได้เปิดคลิปเสียงของ สว.นครพนม ที่คุยกับผู้นำอีกคนหนึ่ง เพื่อนำเสนอผลประโยชน์ โดยในคลิปปรากฏเสียงที่มีการนำเสนอเงิน 1 ขีด โดยจะให้มัดจำครึ่งขีด และพาดพิงว่าพรรคอื่น ก็มีการจัดตั้งเหมือนกัน ถ้าเราไม่ทำเขาก็ทำ พวกตนทำให้แล้ว ทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่ายหมด พร้อมโน้มน้าวให้ผู้สมัคร สว.ที่ผ่านการคัดเลือก มาช่วยบล็อกตำแหน่ง และมีการเสนอตำแหน่งผู้ช่วย สว.ให้ พร้อมเงินเดือน เพื่อเป็นการตอบแทน
“ตอนนี้พวกผมจ่ายค่าเครื่องบินไว้ให้หมดแล้ว กลุ่มนครพนม ค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรมผมเตรียมไว้หมดแล้ว ถ้าไม่บล็อกไว้ เราจะไปสู้เขาไม่ได้ คนทิ้งพ่อทิ้งแม่เห็นมาเยอะ แต่ทิ้งเงิน พี่ไม่เคยเห็น” ชายในคลิปเสียง กล่าว
เมื่อถามว่า กังวลหรือว่าหลักฐาน ที่เปิดในวันนี้ กกต. อาจจะไม่ได้นำประกอบในการพิจารณา แต่นำไปคิดแยกส่วนแล้วจะทำให้หลักฐานไม่มีน้ำหนัก นายพริษฐ์ กล่าวว่า หาก กกต. ทำงานอย่างตรงไปตรงมาก็ต้องนำหลักฐานทุกส่วน มาพิจารณาประกอบกัน การแถลงข่าวในวันนี้นอกจากสื่อสารถึงสาธารณะแล้ว ก็เป็นการสื่อสารถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน
เมื่อถามว่า อาจมีโอกาสที่ กกต. จะพิจารณาคดีฮั้ว สว. แบบเหมาเข่ง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในเมื่อกรรมการไต่สวน มองว่า มีอย่างน้อย 229 คนที่มีมูลความผิด ก็เห็นว่ากกต. ควรทั้งหมด แต่ตนเชื่อว่า คณะทำงานของชุดไต่สวนชุดที่ 26 ไม่ได้เห็นหลักฐานของอีกคน แล้วไปเหมารวมทั้งหมด แต่คงเป็นการดูหลักฐาน ดูความเชื่อมโยงของทั้ง 229 คน ประกอบกัน ถึงได้มติออกมาว่า มีมูลความผิดอย่างน้อย 229 คน
เมื่อถามต่อว่านั่นหมายความว่า ผู้ถูกกล่าวหาใน 229 คน อาจจะไม่ได้โดนคดีทั้งหมดใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนย้ำมาตลอดว่ากกต. ควรส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาทั้งหมด ตามที่คณะทำงานชุดไต่สวนชุดที่ 26 เสนอขึ้นมา เนื่องจากคงได้มีการพิจารณาแล้ว ว่าใครมีมูลความผิดหรือใครไม่มีมูลความผิด