“พริษฐ์” ตั้ง 3 ข้อพิรุธ TOR โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะรายบุคคล ของ อว. เชื่อรัฐมนตรีทราบดี แทนที่จะสั่งพับหรือชะลอโครงการ เช่นเดียวกับโครงการฝั่ง ศธ. ที่คงงบไว้ก่อนโอนงบฯ รวมกัน 2 กระทรวงเกือบ 800 ล้านบาท
วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วาระ 1 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายว่า ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2569 รัฐบาลได้ประกาศในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่าจะเร่งจัดทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ ให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อโยกงบประมาณในส่วนที่ประหยัดได้มาบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่มาถึงวันนี้กลับเป็นที่ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลดำเนินงานแบบ “น้อยไปและช้าไป” เมื่อเทียบกับคำพูดของตนเอง เพราะนอกจากจะใช้เวลาถึง 76 วันนับจากวันแถลงนโยบายกว่าจะเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯ เข้าสู่สภาฯ แล้ว เนื้อหาในร่างยังตอกย้ำว่ารัฐบาล “พูด 100 ทำ 10” อย่างชัดเจน สะท้อนจากวงเงินที่จะโอนซึ่งลดลงเรื่อยๆ ภายในเวลาเพียง 2 เดือน จากที่ปลัดกระทรวงการคลังเคยระบุในวันที่ 8 เมษายนว่าอาจโอนงบได้ถึง 84,000 ล้านบาท แต่นายภราดร ปริศนานันทนกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กลับให้สัมภาษณ์โดยทยอยปรับลดตัวเลขลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งในร่าง พ.ร.บ. โอนงบฯ ที่เสนอในวันนี้ มียอดโอนได้จริงเพียง 10,328 ล้านบาทเท่านั้น
นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ตนจึงพยายามยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนว่ารัฐบาลยังสามารถประหยัดงบประมาณในส่วนใดได้อีก เพื่อให้มีเม็ดเงินโอนมาช่วยประชาชนได้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคืองบประมาณที่เกี่ยวข้องกับอภิมหาโครงการด้านการยกระดับทักษะ ภายใต้ชื่อ “โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะรายบุคคล” (Skill/Credit Portfolio) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 โครงการย่อยในกระทรวง อว. และกระทรวงศึกษาธิการ มีงบประมาณผูกพันรวมกันกว่า 7,025 ล้านบาท และมีงบประมาณกว่า 1,183 ล้านบาทบรรจุอยู่ใน พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 แม้ตนจะเข้าใจดีว่ารัฐบาลได้ปรับลดงบประมาณบางส่วนของทั้งสองกระทรวงเพื่อมารวมใน พ.ร.บ. โอนงบฯ ครั้งนี้แล้ว แต่คำถามคือเหตุใดจึงไม่ปรับลดงบประมาณของทั้งโครงการในส่วนของงบปี 2569
...
นายพริษฐ์ย้ำว่า การตั้งคำถามเช่นนี้ไม่ใช่เพราะไม่เห็นด้วยกับเป้าหมายการยกระดับทักษะคนไทย แต่เป็นเพราะเห็นว่าทั้งสองโครงการนี้ ซึ่งถูกริเริ่มตั้งแต่สมัยที่พรรคภูมิใจไทยบริหารกระทรวง อว. และ ศธ. ในช่วงต้นปี 2568 มีข้อพิรุธหลายประการที่คล้ายคลึงกับโครงการ TH-AI Passport และสอดคล้องกับข้อกังวลที่ตนเคยอภิปรายไว้ตั้งแต่ตอนที่สภาฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 หากเจาะลึกรายละเอียดในส่วนของโครงการฝั่งกระทรวง อว. ซึ่งมีวงเงินผูกพันปี 2569-2572 รวม 5,414 ล้านบาท และมีอยู่ในงบปี 2569 ที่ 773 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายให้นักศึกษาเข้าถึงแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ตนพบข้อสังเกตและข้อพิรุธสำคัญใน TOR ที่จัดทำขึ้นช่วงปลายปี 2568 ถึง 3 ประเด็นหลัก
ประการแรก TOR มีเงื่อนไขที่เสี่ยงเป็นการกีดกันมากกว่าสนับสนุนการแข่งขัน โดย TOR มีการมัดรวมค่าพัฒนาแพลตฟอร์ม (คาดว่ามูลค่าราว 2,800 ล้านบาท) กับค่าจัดหาสื่อ (คาดว่ามูลค่าราว 2,600 ล้านบาท) ไว้ในสัญญาเดียวกัน ทำให้บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งเข้าร่วมประกวดราคาได้ยาก ซ้ำยังกำหนดกติกาที่เสมือนเป็นการผูกขาดการจัดหาสื่อการสอนไว้กับนายหน้าเพียงเจ้าเดียว แทนที่จะแปลงงบประมาณดังกล่าวเป็นคูปองฝึกทักษะแจกให้นักศึกษาเลือกเรียนเองเพื่อกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตสื่อ
ประการที่สอง กระบวนการทั้งหมดเสี่ยงเอื้อประโยชน์ให้บริษัทที่รู้ข้อสอบมาก่อน เพราะในขณะที่ TOR กำหนดสเปกที่ละเอียดยิบซึ่งหมายความว่าคู่สัญญาอาจต้องสร้างแพลตฟอร์มใหม่ แต่เกณฑ์การให้คะแนนกลับกำหนดให้คะแนนสูงถึง 62 จาก 100 คะแนน มาจากการทดสอบระบบตั้งแต่วันยื่นซองประกวดราคา ซึ่งหมายความว่าผู้เสนอต้องมีระบบที่เกือบสำเร็จรูปพร้อมทดสอบบริการทั้ง 36 ด้านได้ตั้งแต่วันประกวด จึงทำให้อดคิดไม่ได้ว่า บริษัทที่จะได้เปรียบที่สุดในการเข้าประกวดโครงการนี้ก็หนีไม่พ้นบริษัทที่ “รู้ข้อสอบ” มาก่อน
และประการสุดท้าย โครงสร้างสัญญาที่ทำให้รัฐเสียเปรียบเอกชนอย่างหนัก เพราะแม้งบประมาณโครงการจะสูงกว่า 5,400 ล้านบาท แต่รัฐกลับมีสถานะเป็นเพียงผู้ “เช่า” บริการ เมื่อสิ้นสุดโครงการใน 4 ปี เอกชนจะได้ทั้งเงินทุนและได้เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเพื่อนำไปต่อยอดหาลูกค้าเอง ในขณะที่รัฐกลับไม่มีทรัพย์สินใดติดมือเหลืออยู่เลย
นายพริษฐ์ระบุด้วยว่า ข้อพิรุธทั้งหมดนี้ตนเชื่อว่ารัฐมนตรี อว. คนปัจจุบันย่อมทราบดี เพราะท่านไม่ได้อยู่ในตำแหน่งตอนร่าง TOR เดิม และเพิ่งสั่งรื้อ TOR ฉบับดังกล่าวไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่สิ่งที่ตนสงสัยคือในเมื่อโครงการนี้เต็มไปด้วยข้อพิรุธตั้งแต่เริ่มต้น และปลัดกระทรวงก็ชี้แจงเองว่ากว่า TOR ใหม่จะเสร็จอาจต้องรอถึงช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งเหลือเวลาเพียง 1 เดือนก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2569 แล้วเหตุใดรัฐมนตรีจึงยังต้องคงงบประมาณไว้บางส่วน (500 ล้านบาท) ไว้ใช้ในช่วง 3 เดือนที่เหลือ แทนที่จะสั่งพับหรือชะลอโครงการไปก่อนเพื่อโอนงบทั้งหมดเข้าสู่ พ.ร.บ.โอนงบฯ ฉบับนี้
เช่นเดียวกับโครงการในฝั่งของกระทรวง ศธ. วงเงินรวม 1,611 ล้านบาท ซึ่งมีงบปี 2569 อยู่ที่ 410 ล้านบาท ตนก็มีคำถามเดียวกันว่าเหตุใดจึงไม่ระงับโครงการไว้ก่อน เพราะแม้ตนจะยังไม่เห็น TOR ของกระทรวง ศธ. แต่ข้อเท็จจริงชี้ชัดว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวถูกออกแบบมาให้เชื่อมโยงกับระบบของ อว. และยังมีความซ้ำซ้อนกับแพลตฟอร์ม NDLP ของกระทรวง ศธ. เองที่เคยลงทุนพัฒนาไปแล้วหลักพันล้านบาท การที่รัฐมนตรี ศธ. ยังคงงบประมาณไว้บางส่วน (200-300 ล้านบาท) โดยไม่ยอมโอนงบทั้งหมดมารวมอยู่ใน พ.ร.บ.โอนงบฯ ฉบับนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่ง
นายพริษฐ์ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อรัฐมนตรีทั้งสองกระทรวงต่างเห็นถึงข้อพิรุธและไม่น่าจะยึดติดกับโครงการที่ถูกปั้นโดยพรรคอื่นในรัฐบาลชุดก่อน เหตุใดรัฐบาลจึงไม่ชะลอทั้งสองโครงการเพื่อประหยัดงบประมาณอีกกว่า 737 ล้านบาท แล้วมาตั้งหลักกันใหม่ด้วยรูปแบบที่โปร่งใสกว่านี้ คำถามที่สังคมอยากรู้คือการที่ตัดสินใจไม่โอนงบ 69 ของ 2 โครงการนี้ทั้งหมด เป็นเพราะไปติดขัดที่อะไรหรือติดขัดที่ใคร
ตนได้แต่หวังว่าทั้งสองโครงการนี้จะไม่ได้อยู่ในสถานะ “เลิกไม่ได้” เหมือนโครงการ TH-AI Passport ที่มีกระแสข่าวว่าเป็นการร่วมมือกันระหว่างกลุ่มทุนกลุ่มหนึ่งที่เขาว่ากันว่ามีอิทธิพลและเป็นหนี้บุญคุณกับกลุ่มการเมืองสีน้ำเงินในรัฐบาล เพราะหากตรวจสอบรายชื่อ 6 บริษัทที่เข้าร่วมกระบวนการสืบราคาของโครงการ Skill/Credit Portfolio นี้ จะพบว่ามีถึง 3 บริษัทที่เชื่อมโยงกับบริษัทหรือเจ้าของเดียวกัน และมีถึง 4 บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการประกวดหรือการประเมินราคาโครงการ TH-AI Passport ตนจึงขอยกตัวอย่างโครงการ Skill/Credit Portfolio นี้ขึ้นมาเพื่อตอกย้ำว่ารัฐบาลทำงานได้น้อยและช้าเกินไป เพราะในภาวะที่ประชาชนกำลังลำบากอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจ หากรัฐบาลยังไม่ยอม “พับ” หรือ “ชะลอ” โครงการที่มีข้อพิรุธดังกล่าว เพื่อนำงบทั้งหมดมาแก้วิกฤตเฉพาะหน้าให้ประชาชน สังคมก็ย่อมตั้งคำถามได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ตัดสินใจโดยเอาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นตัวตั้ง