“ชัชชาติ” ยัน ไม่เสียกำลังใจถูกวิจารณ์ช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 มองเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานมา 4 ปี หากไม่ได้ไปต่อยินดีให้ผู้ว่าฯ คนใหม่ นำนโยบายที่เป็นประโยชน์ไปใช้
วันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ โดยประเมินภาพรวมการหาเสียงของทีม ว่า การหาเสียงครั้งนี้ทีมงานยึดหลักสำคัญ 3 เรื่อง คือ “คิดใหม่”, “ต้องสนุก” และ “ต้องสเกล” พร้อมอธิบายว่า การ “คิดใหม่” คือการไม่ทำแบบเดิม เพราะหากคิดแบบเดิมก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดิม เช่น การไม่มีป้ายหาเสียงแบบเดิม ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณ ไม่เกะกะสิ่งแวดล้อม และเปิดพื้นที่ให้เกิดงานสร้างสรรค์จากศิลปินและทีมครีเอทีฟจำนวนมาก
หลักที่สองคือ “ต้องสนุก” เพราะเมื่อทีมงานทำงานอย่างสนุก จะเปิดรับไอเดียใหม่ๆ ได้มากกว่าบรรยากาศที่เคร่งเครียด ทะเลาะ หรือโจมตีกัน ซึ่งทำให้คนไม่อยากฟังสิ่งใหม่ ส่วนหลักที่สามคือ “ต้องสเกล” หมายถึงการทำให้น้อยแต่ได้ผลมาก โดยใช้พลังของเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย เช่น ป้ายหรือคลิปเพียงชิ้นเดียว หากมีความสร้างสรรค์ ก็สามารถถูกขยายผลต่อจนมีคนดูหลักล้านวิวได้ โดยใช้งบประมาณไม่มาก
เมื่อถูกถามว่าให้คะแนนตัวเองและทีมเท่าไร นายชัชชาติ ระบุว่า ขอให้คะแนนทีมงาน 8 เต็ม 10 เพราะมองว่าทำได้ดี และยังสนุกกันจนถึงนาทีสุดท้าย ส่วนอีก 2 คะแนนที่เหลือคือพื้นที่สำหรับการปรับปรุงในอนาคต ส่วนประเด็นงานที่ยังต้องทำต่อ นายชัชชาติ กล่าวว่า ไม่อยากใช้คำว่าล้มเหลว แต่เป็นเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จ โดยเฉพาะการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งต้องเดินหน้าต่อไป พร้อมระบุว่าดีใจที่การเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้ประเด็นคอร์รัปชันถูกพูดถึงมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา กทม. ทำเรื่องนี้มาในทิศทางที่ดี โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ให้คะแนน กทม. 8 เต็ม 10 และรายชื่อ 26 หน่วยงานที่มีความไม่โปร่งใส ล่าสุดก็ไม่มี กทม. อยู่ในนั้น ทั้งที่ในอดีต กทม. เคยติดอันดับต้นๆ
...
ขณะเดียวกัน นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงเศรษฐกิจว่า เมืองคือตลาดแรงงาน ดังนั้น กทม. ต้องทำให้เศรษฐกิจของเมืองขยายตัวทั้ง 2 ระบบ คือเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น บริษัทและองค์กรขนาดใหญ่ที่สร้างงานจำนวนมาก และเศรษฐกิจรายย่อย เช่น ร้านค้า แม่ค้า และธุรกิจขนาดเล็กที่พึ่งพากำลังซื้อจากคนทำงานในเมือง หากเศรษฐกิจใหญ่ขยายตัว ก็จะเกิดการจ้างงานมากขึ้น และคนทำงานเหล่านั้นจะมาสนับสนุนเศรษฐกิจรายย่อยต่อไป แต่หากไม่ทำให้เศรษฐกิจใหญ่โตขึ้น เศรษฐกิจระดับล่างก็จะต้องแย่งลูกค้ากลุ่มเดิมกันเอง
สำหรับกระแสโจมตีหรือการดิสเครดิตในช่วงโค้งสุดท้าย นายชัชชาติ บอกว่า ไม่เสียกำลังใจ เพราะถือเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ทำงานมา 4 ปี ย่อมมีผลงานให้ถูกวิจารณ์ได้ ต่างจากผู้สมัครที่ยังไม่เคยทำงานในตำแหน่งนี้ อาจยังไม่มีจุดให้ถูกพูดถึงมากนัก แต่สิ่งสำคัญคือผู้สมัครทุกคนควรตรวจสอบข้อมูลก่อนสื่อสารต่อประชาชน เพราะทุกคนได้รับโอกาสจากสื่อในการส่งข้อมูลออกไป จึงควรทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง
“เราก็ยืนตรงๆ แล้วก็อธิบายไปตามเนื้อผ้า เพราะว่าเราก็เชื่อว่าที่เราทำมา เราก็ทำเต็มที่ แล้วก็ทำเพื่อประโยชน์ประชาชนสูงสุด”
ในตอนท้าย นายชัชชาติ กล่าวด้วยว่า พร้อมรับนโยบายที่ดีของผู้สมัครคนอื่นมาพิจารณาต่อยอดหากได้รับเลือกกลับมา โดยยกตัวอย่างนโยบายศูนย์เด็กของ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน), แนวคิดขยะเป็นทรัพย์สินของ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือ หม่อมกร (ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อิสระ), นโยบาย AI ของ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อิสระ) และประเด็นคมนาคมของ นายอนุชา บูรพชัยศรี (ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์) เป็นต้น
ทั้งนี้ ทุกคนมีข้อดี และทีมงานของตนได้ศึกษานโยบายของผู้สมัครทุกคนอย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีจุดใดที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสามารถนำมาปรับใช้ได้ แต่หากตนไม่ได้รับเลือก และมีผู้สมัครคนอื่นต้องการนำนโยบายของทีมชัชชาติไปใช้ก็ยินดี เพราะนโยบายทั้งหมดถือเป็นเรื่องสาธารณะ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเก็บไว้ใช้เฉพาะคนเดียว.