ที่ประชุมสภามีมติ 420 เสียง โหวตผ่าน ร่างพ.ร.บ. Lemon Law คุ้มครองสินค้าชำรุดต้องเปลี่ยนได้ ไม่ต้องพิสูจน์เอง เคาะใช้ร่างคณะรัฐมนตรีเป็นหลัก “ศุภมาส” ย้ำ อยากให้คนไทยซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ มีคุณภาพ


วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 18.00 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในฐานะผู้แทนคณะรัฐมนตรี เสนอร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. .... ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ โดยที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างกฎหมายทั้ง 6 ฉบับที่เสนอประกบกัน ทั้งของนางสาวสารี อ๋องสมหวัง กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 21,111 คน เป็นผู้เสนอ รวมถึงคณะรัฐมนตรี, นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน กับคณะ เป็นผู้เสนอ,นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทยกับคณะ เป็นผู้เสนอ, นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยกับคณะ เป็นผู้เสนอ และนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์กับคณะ เป็นผู้เสนอ


โดยที่ประชุมมีมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. .... ด้วยคะแนน 420 เสียง ไม่เห็นด้วยและงดออกเสียงไม่มี และมีมติให้ใช้ร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณา ด้วยคะแนน 275 เสียง และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา จำนวน 24 คน กำหนดการแปรญัตติ 15 วัน

...


สำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายฉบับแรกที่รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภา สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับการคุ้มครองสิทธิประชาชน โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา


นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ปัจจุบันสินค้าหลายประเภทมีเทคโนโลยีซับซ้อน ผู้บริโภคไม่อาจตรวจพบความชำรุดบกพร่องได้ด้วยตนเองในขณะซื้อ กว่าจะรู้ก็ใช้งานไปแล้วระยะหนึ่ง และเมื่อเกิดปัญหา ผู้ซื้อกลับต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์เองว่าความเสียหายมีอยู่ก่อนแล้ว ทำให้หลายคนต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย และไม่ได้รับความเป็นธรรม กฎหมายฉบับนี้จึงเข้ามาแบ่งเบาภาระตรงจุดนั้น และสร้างหลักประกันที่ชัดเจนให้แก่ผู้บริโภค


สาระสำคัญของร่างกฎหมายวางหลักให้ผู้ขายต้องรับผิดเมื่อสินค้าชำรุดบกพร่อง โดยกำหนดข้อสันนิษฐานทางกฎหมายว่า หากสินค้าเสียภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าเสียมาตั้งแต่วันส่งมอบ ผู้ซื้อไม่ต้องพิสูจน์เอง โดยสินค้าทั่วไป เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และรถจักรยานยนต์ กำหนดไว้ 6 เดือน ส่วนรถยนต์กำหนดไว้ 1 ปี


ร่างกฎหมายยังให้สิทธิผู้ซื้อเรียกให้ผู้ขายซ่อมแซม เปลี่ยนสินค้า ลดราคา หรือเลิกสัญญาและคืนเงิน หากเป็นความบกพร่องร้ายแรงในสาระสำคัญ ผู้ซื้อขอเปลี่ยนสินค้าได้ทันที สินค้าทั่วไปภายใน 7 วัน และเครื่องใช้ไฟฟ้ากับเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ภายใน 14 วัน นับจากวันรับสินค้า ด้านการซ่อม กำหนดให้ผู้ขายซ่อมสินค้าทั่วไปให้เสร็จภายใน 60 วัน และรถยนต์ภายใน 90 วัน นอกจากนี้ยังกำหนดความรับผิดโดยเคร่งครัดเฉพาะรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่ผู้ขายต้องรับผิดทุกกรณีเมื่อพบความบกพร่องภายในระยะเวลาและระยะทางที่กำหนด


นางสาวศุภมาส กล่าวเพิ่มเติมว่า “ดิฉันอยากให้คนไทยซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ จ่ายเงินไปแล้วต้องได้รับสินค้าที่มีคุณภาพตามสมควร และหากเกิดปัญหาก็ต้องมีระบบที่ช่วยแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม กฎหมายฉบับนี้จะช่วยลดข้อพิพาท ลดภาระการฟ้องร้อง และทำให้ผู้ประกอบธุรกิจหันมาใส่ใจคุณภาพสินค้ามากขึ้น นี่คือการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้ทัดเทียมสากล” 


ปชน. ชี้ ร่างกฎหมายช่วยให้ผู้ประกอบการมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม ในการประชุม นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส.กทม. เขต 19 พรรคประชาชน ได้กล่าวถึง ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ว่าหากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะช่วยให้สินค้าที่ชำรุดหรือเสียหายสามารถได้รับการซ่อมแซมและกลับมาใช้งานได้ ทำให้ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าใหม่ทันที และสามารถนำเงินส่วนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นได้ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสินค้าหลายประเภท เช่น โทรศัพท์มือถือหรือรถยนต์ เมื่อชำรุดและถูกทิ้ง จะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนให้เกิดการซ่อมแซมจึงช่วยลดปริมาณขยะและยืดอายุการใช้งานของสินค้า ในด้านจริยธรรม ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความรับผิดชอบและความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคมากขึ้น ตลอดจนสร้างความเป็นธรรมในการซื้อขายสินค้า


“รัดเกล้า” ชู เลมอนกลางสภาฯ บอกนี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ


ขณะที่นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนพรรคผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า (Lemon Law) อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว พร้อมนำผลไม้เลมอนขึ้นแสดงกลางสภา เพื่อสะท้อนปัญหา “สินค้าตรงปกแต่ไม่ตรงคุณภาพ” ที่ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเผชิญ พรรคประชาธิปัตย์ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล หลังจากที่ผ่านมาเกิดกรณีผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเสียหายจากสินค้าชำรุดบกพร่อง แต่กลับต้องแบกรับภาระในการพิสูจน์ด้วยตนเอง โดยยกตัวอย่างกรณีในอดีตที่ผู้บริโภคต้องรวมตัวทุบรถประท้วงและต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมนานกว่า 13 ปี สะท้อนช่องว่างของกฎหมายไทยที่ยังไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


“ปัญหาสำคัญของระบบกฎหมายไทยในปัจจุบัน คือการผลักภาระการพิสูจน์ไปให้ผู้บริโภค ทั้งที่ประชาชนไม่มีความรู้ทางวิศวกรรม ไม่มีเทคโนโลยี และไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการต่อสู้กับบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากระบบที่ยึดหลัก “ผู้ซื้อต้องระวัง” ไปสู่ระบบที่ “ผู้ขายต้องรับผิดชอบ” คนที่มีข้อมูล มีความรู้ และมีศักยภาพในการพิสูจน์มากกว่า ควรเป็นผู้รับภาระในการพิสูจน์ ไม่ใช่ผลักภาระทั้งหมดให้ผู้บริโภคเหมือนที่ผ่านมา” นางรัดเกล้ากล่าว