กกต. สั่งสอบด่วน ปมคลิป “ทนายอั๋น” แฉเอกสารรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมุทรปราการ โผล่รองแผงไข่ไก่ ขีดเส้นรายงานผลใน 48 ชม. 


วันที่ 23 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจงอย่างเป็นทางการ กรณีที่ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่าพบเอกสารบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของจังหวัดสมุทรปราการ ถูกนำไปใช้เป็นกระดาษสำหรับรองแผงไข่ไก่ ซึ่งก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นของสำนักงาน กกต. พบว่า เอกสารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าวคือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แบบ ส.ส. 1/3 ซึ่งจัดพิมพ์ขึ้นตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยรายละเอียดภายในเอกสารระบุรายชื่อและเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตจังหวัดสมุทรปราการ แต่ไม่มีลายมือชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เอกสารฉบับนี้จึงไม่ใช่ชุดหมายเหตุการลงคะแนนหลักที่ใช้รับรองการมาแสดงตน ณ คูหาเลือกตั้งในวันลงคะแนนจริง

สำนักงาน กกต. ได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงระบบการบริหารจัดการและจัดพิมพ์บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (ส.ส. 1/3) ตามระเบียบการเลือกตั้ง เพื่อให้สาธารณชนเข้าใจกระบวนการทำงาน ซึ่งระบุว่ามีการจัดพิมพ์และจำแนกการใช้งานออกเป็นทั้งหมด 4 ชุด ดังนี้ ชุดที่หนึ่ง (มีเลข 13 หลัก) มอบให้นายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น ใช้สำหรับตรวจสอบ แก้ไข เพิ่มชื่อ-ถอนชื่อ หรือย้ายที่อยู่ และจัดเก็บไว้เป็นหลักฐานของทางราชการ ชุดที่สอง (มีเลข 13 หลัก) ใช้สำหรับเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ตรวจสอบและหมายเหตุการออกเสียงลงคะแนนของผู้มาใช้สิทธิ ในวันเลือกตั้งล่วงหน้าและวันเลือกตั้งจริง ชุดที่สาม (ไม่มีเลข 13 หลัก) สำหรับนำไปปิดประกาศไว้ที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบลำดับรายชื่อ และจะถูกเก็บกู้กลับคืนเมื่อเสร็จสิ้นการปิดหีบลงคะแนน ชุดที่สี่ (ไม่มีเลข 13 หลัก) มอบให้นายอำเภอ ปลัดเทศบาล หรือปลัดเมืองพัทยา นำไปปิดประกาศประชาสัมพันธ์ไว้ ณ ที่เลือกตั้งหรือบริเวณใกล้เคียง ก่อนวันเลือกตั้ง

...

เพื่อหาข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและสืบหาต้นตอว่าเอกสารดังกล่าวหลุดรอดไปอยู่ในแผงไข่ได้อย่างไร ล่าสุด สำนักงาน กกต. ได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดให้ สำนักงาน กกต. ประจำจังหวัดสมุทรปราการ ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และกำหนดให้รายงานผลกลับมายังส่วนกลาง ภายในเวลา 48 ชั่วโมง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป