“กมธ.ที่ดินฯ” นัดถกปมทับลาน 25 มิ.ย. นี้ จ่อเชิญ ‘ชัยวัฒน์ - ทราย สก็อต’ ให้ข้อมูล ยันค้านโอนป่าสมบูรณ์ออกจากอุทยานฯ
วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นางสาวกุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงแนวทางการทำงานของ กมธ. ต่อกรณีการปรับแนวเขตและเพิกถอนพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งกำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม โดยขอให้สังคมเปิดใจรับฟังข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เนื่องจากปัญหาที่ดินทับลานเกิดขึ้นมานานจากการประกาศเขตป่าทับที่ดินทำกินของชุมชนดั้งเดิม และหลายรัฐบาลได้พยายามแก้ไขมาโดยตลอด
นางสาวกุลวลียืนยันว่า พื้นที่ที่มีการแบ่งให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ไปดำเนินการนั้น ไม่ใช่พื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ แต่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมที่มีลักษณะเป็นชุมชน มีบ้าน วัด และโรงเรียน ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีมาตั้งแต่อดีต ไม่ใช่การขีดเส้นแนวเขตใหม่แต่อย่างใด
เพื่อสร้างความชัดเจนและหาข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา น.ส.กุลวลี ระบุว่า ในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ กมธ.การที่ดินฯ จะเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าให้ข้อมูล ประกอบด้วย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตข้าราชการกรมอุทยานฯ นายสิรณัฐ สก็อต หรือ ทราย สก็อต นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ในส่วนของกลุ่มคัดค้านการปรับเปลี่ยนแนวเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ที่มีกำหนดจะเดินทางมายื่นหนังสือที่รัฐสภา ตนจะเดินทางไปรับหนังสือด้วยตนเองเพื่อนำข้อเสนอแนะเข้าสู่ที่ประชุม กมธ.
...
สำหรับแนวทางการจัดการที่ดินในพื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี และพื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง นางสาวกุลวลี เสนอแนวทางว่า อาจให้พื้นที่ทั้ง 2 ส่วนไปอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพื่อจัดสรรในรูปแบบ “แปลงรวม” ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญคือ ชาวบ้านจะมีสิทธิ์ทำกิน แต่ไม่มีสิทธิ์ซื้อขายที่ดิน โดยจะสามารถมอบสิทธิ์ต่อให้ลูกหลานได้เท่านั้น ทั้งนี้ จะมีการแต่งตั้งคณะอนุกมธ. ขึ้นมาเพื่อติดตามกำกับดูแลปัญหานี้อย่างใกล้ชิด
“ในส่วนของ กมธ. จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้ชุมชนสามารถทำกินในที่ดินที่ตัวเองมีสิทธิ์ครอบครอง ขณะเดียวกันก็จะอนุรักษ์พื้นที่ป่าไปพร้อมกัน ยืนยันว่าตนไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอนที่จะนำเอาพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ” นางสาวกุลวลี กล่าว
เมื่อถามถึงความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสถานะการเป็นมรดกโลก นางสาวกุลวลี ชี้แจงว่า การปรับแนวเขตดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อความเป็นมรดกโลก เนื่องจากก่อนหน้าที่จะมีการประกาศพื้นที่มรดกโลก กรมอุทยานฯ ได้มีการแจ้งกันเขตป่าบางส่วนออกไปเรียบร้อยแล้ว และมีการวางแผนผนวกพื้นที่ป่าเพิ่มเติมทดแทน ซึ่งทางองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้รับทราบในประเด็นดังกล่าวแล้ว
ส่วนประเด็นการพิสูจน์สิทธิ์ในพื้นที่ สปก. ประธานกมธ.การที่ดินฯ ชี้แจงว่า กมธ. ไม่มีอำนาจในการสั่งการโดยตรง ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะต้องเข้าไปดูแล แต่ในส่วนของพื้นที่อุทยานฯ ตนจะเสนอแนะให้กรมอุทยานฯ จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบผู้มีสิทธิ์ถือครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป