“โสภณ” เปิดเวที สภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน สดุดี “พระองค์ภา” ต้นแบบความเสมอภาค ทรงใส่ใจทุกข์สุข ความเป็นอยู่ผู้ต้องหา ให้สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดโครงการสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “ความเสมอภาคทางเพศ” ณ อาคารรัฐสภา  โดยมี นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง พร้อมด้วยผู้บริหาร บุคลากรสำนักงานสภาผู้แทนราษฎร นิสิตนักศึกษา เข้าร่วมโครงการ โดยก่อนเริ่มพิธีผู้เข้าร่วมโครงการร่วมยืนสงบนิ่ง เพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา 

นายโสภณ กล่าวเปิดโครงการและบรรยายพิเศษในหัวข้อ “สภาผู้แทนราษฎรกับการมีส่วนร่วมของประชาชน” ว่า รัฐสภาเป็นสถาบันหลักของระบอบประชาธิปไตย และเป็นพื้นที่สำคัญในการรับฟังปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนจากทุกภาคส่วน แม้สังคมไทยจะให้ความสำคัญกับฝ่ายบริหารในการขับเคลื่อนประเทศ แต่คุณค่าที่แท้จริงของประชาธิปไตยอยู่ที่รัฐสภา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ และเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ

...


ประธานรัฐสภา กล่าวต่อไปว่า ความเสมอภาคไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องความแตกต่างทางเพศเท่านั้น แต่หมายถึงการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยไม่ยึดติดกับฐานะทางสังคม ตำแหน่ง หรือความมั่งคั่ง “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ถือเป็นตัวอย่างในการสร้างความเสมอภาค ท่านเรียนจบนิติศาสตร์ เป็นอัยการขึ้นนั่งบัลลังก์ว่าความ ท่านเข้าไปในเรือนจำเพื่อไปดูทุกข์สุข ความเป็นอยู่ของผู้ต้องหา ให้สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถึงจะเป็นผู้ทำความผิดก็ตาม เป็นตัวอย่างที่ดีอีกตัวอย่างหนึ่งของคำว่าความเสมอภาค”

พร้อมกันนี้ นายโสภณ ยังได้ฝากข้อคิดไปถึงเยาวชนว่า คนรุ่นใหม่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ จึงควรเรียนรู้และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ควบคู่กับการรักษารากเหง้าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาติ รวมถึงใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อย่างสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองและร่วมขับเคลื่อนประเทศในอนาคต อีกทั้ง การพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการสร้างคน ส่งเสริมคนดี คนเก่ง ให้ได้รับโอกาสอย่างเต็มศักยภาพ ขณะเดียวกันต้องไม่ทอดทิ้งผู้ที่อยู่ในภาวะเปราะบาง เพื่อให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขและเท่าเทียม.