“เอกนิติ” แถลง กรอ.นัดแรก เคาะเป้าหมายใหญ่ กางโรดแมปเศรษฐกิจไทย 12 ปี ดันประเทศสู่รายได้สูง ตั้งเป้าพาไทยติด Top 20 ความสามารถแข่งขันโลกในปี 2573 เร่งเครื่อง 4 เสาหลัก-7 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์


วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 ว่า ในการประชุมครั้งแรกมีมติร่วมกัน โดยตั้งเป้าหมายระยะยาว มุ่งขับเคลื่อนให้ไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี เพื่อจะสามารถให้เป็นประเทศ High-income country

ส่วนระยะปานกลาง มีเป้าหมายคือ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ไทยติดอยู่ใน Top 20 แรกของโลกภายในปี 2573 และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ (Potential Growth) ให้สูงกว่า 3% (โดยไม่ใช่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่คือศักยภาพของประเทศที่ปัจจุบันอยู่ที่ 2.7%) แต่หากจะมุ่งให้ไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงในระยะข้างหน้า Potential Growth ในอนาคตอาจจะต้องสูงในระดับ 5-5.5%

นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า การประชุม กรอ. วันนี้ จะขับเคลื่อนด้วยทีมเวิร์ก โดยภาครัฐและเอกชนจะร่วมกัน ตั้งเป้าหมาย ซึ่งประกอบด้วย กองหลัง จะมุ่งวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพื่อให้นักลงทุนเชื่อมั่น มีภูมิคุ้มกันเพียงพอจากโลกที่ผันผวน ในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา ตลาดเงิน ตลาดทุนมีผันผวนในบางประเทศ แต่ประเทศไทยยังเข้มแข็ง และบริษัทจัดอันดับน่าเชื่อถือ ยังคงอันดับเครดิตไว้ เพราะไทยมีกองหลังที่แข็งแรง ขณะที่กองกลาง หรือโครงสร้างพื้นฐาน ต้องมีไฟฟ้า-น้ำที่เพียงพอ มีโครงสร้างพลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ มี AI ที่พร้อม มีกฎหมายที่ชัดเจน มีแรงงานที่มีทักษะ เพื่อให้กองหน้า ในการหารายได้ให้ได้ตามเป้าหมาย

...

สำหรับกองหน้า มี 7 สาขาหลักที่ไทยเข้มแข็งและจะมุ่งสนับสนุนในระยะข้างหน้า คือ

1. เกษตรและอาหาร 

2. ยานยนต์ โดยไทยมีฐานการผลิตที่ดี จึงต้องมุ่งสู่ยานยนต์แห่งอนาคต 

3. อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล 

4. ยาและสุขภาพ 

5. ท่องเที่ยว 

6. การค้าขาย 

7. เศรษฐกิจสร้างสรรค์


ด้านการดำเนินการในการขับเคลื่อนประกอบด้วย 4 Pillars ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย

Pillars 1 การลงทุนใหม่ โดยภายใน 4 ปีนี้ ด้านการลงทุน ตั้งเป้าใกล้เคียง 30% ของจีดีพี โดยปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 22% ซึ่งหากเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวได้จะทำให้ศักยภาพของเศรษฐกิจขยายตัวอย่างชัดเจน โดยสิ่งที่จะดำเนินการคือ 

1. Future Investment Hub FastPass แก้ปัญหาให้จบ ลงทะเบียนครั้งเดียว 

2. AI&Digital Hub 

3. Financial Hub 

4. Green Hub 

5. Smart Automotive Hub

Pillars 2 ด้านการค้าและบริการ โดย 

1. Tourism & Wellness Hub 

2. เกษตร และความมั่นคงทางอาหาร 

3. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

4. ค้าปลีก /ค้าส่ง 

5. การค้าระหว่างประเทศ


Pillars 3 ทุนมนุษย์ 

1. Strategic R&D for New Growth Engines 

2. STEM & Future Workforce Platform 

3. Innovation & Startup Hub 

4. Skill Acceleration for Existing Workforce 

5. AI Literacy & AI Manpower


Pillars 4 ประสิทธิภาพภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วย 

1. Digital Gov 

2. Ease of Doing Business 

3. เพิ่มความโปร่งใส 

4. ปรับโครงสร้างภาครัฐ

5. บริหารทรัพย์สินสาธารณะ

“ทั้ง 4 ชุดมีการบ้านไปทำ เลือกทำ Quick Big Win และ Big Win ที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจ โดยจะนำกลับมาเสนอในเดือนหน้า ต้องยอมรับว่าไทยมีปัญหาโครงสร้างมานาน ดังนั้น จึงต้องมุ่ง Big Win ด้วย โดยเป็นโจทย์ที่ทั้ง 4 เสาไปขับเคลื่อน เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน โดยต้องตั้งเป้าให้ชัดเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ติด TOP 20 ภายในปี 2573 พร้อมปลดเบรกที่เป็นอุปสรรค เหยียบคันเร่งให้ตรงเป้าหมาย”

ทางด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยอยู่ที่ 8-9 พันดอลลาร์ ขณะที่ประเทศที่มีรายได้สูงจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 ดอลลาร์ “12 ปีเชื่อว่า รายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยจะเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่จะขยับเป็นประเทศที่มีรายได้สูงหรือไม่ โดย ณ วันนี้ ประเทศรายได้สูงอยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์ อีก 12 ปีข้างหน้าก็จะปรับขึ้นอีก ก็อยู่ที่เราที่จะต้องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูงกว่านี้ เพื่อให้รายได้ต่อหัวเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” 

ขณะที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โลกการค้าปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ โดยวางเป้าหมายเชิงรุกในด้านการค้า การส่งออก การเกษตร และการท่องเที่ยว ซึ่งจะต้องเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนภายในระยะเวลา 4 ปีต่อจากนี้

“สิ่งที่เราต้องทำคือ มุ่งเป็นศูนย์กลางการค้าเสรี มี FTA สำคัญที่พยายามปิดให้ได้ เช่น ยุโรป ข้อตกลงสหรัฐฯ และข้อตกลงกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างเจรจา ทั้งแคนาดา สหราชอาณาจักร เพื่อให้การส่งออกของไทย ไม่ได้พึ่งพากลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งพยายามทำให้การส่งออกมีความสมดุลมากขึ้นในช่วง 4 ปี”

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ส่งออกรวมกว่า 30,000 ราย แต่โครงสร้างรายได้หลักยังกระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่เพียง 7,000 ราย ในขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่ม SME ที่มีอยู่กว่า 22,000 ราย ยังไม่สามารถสร้างรายได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงยังมีบางส่วนที่หลุดรอดไปจากระบบธุรกิจ ภาครัฐจึงเตรียมปรับกลยุทธ์เพื่อกระจายรายได้และโอกาสการเติบโตไปสู่กลุ่ม SME และชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 4 ปี

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาการกระจายรายได้ในภาคเกษตรกรรม ได้มีการวางแนวทางจัดการออกเป็น 2 ระยะ คือ

ระยะสั้น เร่งแก้ไขปัญหาผลผลิตล้นตลาด (อุปทานเกิน) และปัญหาผลผลิตไม่ตรงตามความต้องการ พร้อมทั้งออกมาตรการเยียวยาเพื่อแบ่งเบาภาระของเกษตรกร

ระยะยาว ปรับปรุงโครงสร้างภาคการเกษตร มุ่งเน้นการแปรรูป และยกระดับผลผลิตให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกอย่างแท้จริง พร้อมเปิดตลาดใหม่เพื่อวางตำแหน่ง (Positioning) ให้ประเทศไทยเป็น "ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Hub)" ของภูมิภาคและของโลกภายใน 4 ปี

ด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จะมีการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากเดิมที่เน้นตัวเลขหรือปริมาณนักท่องเที่ยว ไปสู่การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงและมีคุณภาพ ยั่งยืน การขับเคลื่อนต่อจากนี้จะไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานการท่องเที่ยวเพื่อทำตลาดเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการบูรณาการร่วมกันของหลายกระทรวง โดยมีแนวทางหลัก คือ ชูจุดเด่นด้านความปลอดภัยและนำสิ่งดี ๆ ของประเทศออกไปนำเสนอ ผสานเศรษฐกิจมูลค่าสูงเข้าไปกับการท่องเที่ยว เช่น อาหาร (Gastronomy) และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อให้รายได้กระจายสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เผยว่า เพื่อเร่งแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเตรียมนำเสนอรายการกฎหมายที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงเร่งด่วน ซึ่งการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากเดิมที่เป็น ผู้ควบคุมกฎ ให้กลายเป็นผู้ตรวจการและอำนวยความสะดวก เพื่อช่วยให้ภาคเอกชนสามารถดำเนินงานได้อย่างคล่องตัว ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบันได้มีการเริ่มดำเนินการล่วงหน้าไปบ้างแล้ว

นอกจากนี้ ในส่วนของการบริหารสินทรัพย์สาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้เร่งปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐสามารถยิงตรงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น

จากนั้น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ด้านแนวทางการส่งเสริมการลงทุน มีการระบุถึงความจำเป็นในการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งปัจจัยสำคัญคือต้องเร่งพัฒนากำลังคนของประเทศ เนื่องจากหากขาดแรงงานที่มีทักษะที่พร้อม ย่อมส่งผลให้การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเป็นไปได้ยาก

แนวทางการพัฒนาแรงงานจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะขั้นสูง (High Skills) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่จะเข้ามาตั้งฐานการผลิต การปรับตัวของแรงงานเดิม ส่งเสริมให้บุคลากรที่อยู่ในตลาดแรงงานปัจจุบันสามารถปรับตัวและเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในการทำงานให้สูงขึ้น รวมถึงการวางรากฐานด้าน AI เร่งให้องค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อปูพื้นฐานให้กับคนไทยทั้งประเทศ พร้อมทั้งสร้างกำลังคนด้าน AI ขั้นสูง เพื่อรองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคต

ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ดังนี้

1. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานอนุกรรมการ

2. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานอนุกรรมการ

3. คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานอนุกรรมการ

4. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กรอ. ให้อนุกรรมการทั้ง 4 คณะ พิจารณาองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการและอำนาจหน้าที่ตามที่เห็นเหมาะสมและส่งให้ฝ่ายเลขานุการดำเนินการตามขั้นตอน รวมทั้งให้คณะอนุกรรมการจัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญประเด็นการขับเคลื่อน Quick Big Win และ Big Win การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด พร้อมทั้งแผนการดำเนินงานและให้รายงานต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน