“ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 หั่นงบลงทุนทุกกระทรวง แต่ ดีอี พุ่ง 30% ชวนจับตา อภิปรายงบฯ 70 TH-AI Passport เฟส 2 เข้าสภาฯ 29 มิ.ย. นี้ ซัดรัฐบาลจัดงบ “ฝีแตก” หลังชนฝา รายจ่ายประจำพุ่ง  


 วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมครม.เงา ครั้งที่ 7 ของพรรคประชาชน โดยนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า สำหรับการพิจารณางบประมาณในวาระที่ 1 จะเข้าสู่สภาฯ วันที่ 29 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม นี้ จากที่ได้ติดตามตัวร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ของคณะรัฐมนตรี วันพรุ่งนี้ก็น่าจะเป็นมติที่สุดท้าย ที่เห็นชอบกับเอกสารงบประมาณที่จะนำเข้าสู่สภาฯ และไม่แตกต่างไปจากตอนที่อนุมัติไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน สาระสำคัญของงบประมาณก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง เป็นปีที่งบประมาณฝีแตกปัญหาโรคเรื้อรังต่างๆ ที่เคยมีมานาน ก็ยังไม่สามารถที่จะปกปิดบาดแผลเหล่านั้นได้อีกต่อไป จึงจะเห็นตัวงบประมาณที่มีรายจ่ายประจำพุ่งสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท ขณะที่รายจ่ายลงทุนลดลงถึง 7 หมื่นล้านบาท 

พอดูไส้ในว่ารายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นมีอะไรบ้าง ก็จะพบว่า เฉพาะบำนาญข้าราชการอย่างเดียวเพิ่มขึ้นประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาทในส่วนของเงินสมทบ กบข. เพิ่มขึ้นมา 5 หมื่นกว่าล้าน รวมถึงงบชำระดอกเบี้ยที่เพิ่มมา 4 หมื่นกว่าล้าน แค่นี้ก็ครบแสนแล้ว จึงไม่แปลกใจที่ตัวงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ถูกปรับลดลงทั่วหน้า โดยเฉพาะกระทรวงที่เป็นงบลงทุนเป็นหลัก เช่น คมนาคม ที่ถูกปรับลดไปเป็นหมื่นล้านเช่นเดียวกัน

นางสาวศิริกัญญา ยังกล่าวว่า การที่งบบำนาญหรืองบชำระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ไม่ได้แปลว่าเราจะเพิ่มหรือขยายตัวสวัสดิการบำนาญ รวมถึงงบชำระดอกเบี้ยก็ไม่ได้หมายความว่าเราอยากที่จะชำระดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่เป็นการจัดงบประมาณให้สะท้อนกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมามีการพยายามกดตัวเลขงบประมาณสำหรับจัดสรรบำนาญให้กับข้าราชการที่เกษียณอายุมาโดยตลอด ตั้งงบประมาณไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ความจริงคือใช้สูงเกือบ 4 แสนล้านบาทมาหลายปีแล้ว แต่ตั้งไว้ขาดแล้วต้องมาใช้งบกลาง เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินหรือเงินคงคลังมาแทน ในปี 70 มีการตั้งใช้เงินคงคลังถึง 7 หมื่นล้านบาทก็มาจากเงินบำนาญและงบชำระดอกเบี้ยที่ตั้งไม่เพียงพอ

...

“ปีนี้เท่ากับว่ารัฐบาลหลังชนฝาแล้ว ไม่สามารถที่จะปรับแต่งตัวเลขงบประมาณได้เหมือนเดิมอีกต่อไป และต้องยอมรับสภาพความเป็นจริง สถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสของงบประมาณไทย”

นางสาวศิริกัญญา ยังกล่าวว่า อีกเรื่องที่จะเข้า ครม. ในวันพรุ่งนี้คือ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เหลือเวลาใช้อีกไม่มากแล้ว ซึ่งได้เตือนรัฐบาลไปตั้งแต่ต้น ว่ามาโอนงบในช่วงไตรมาส 3 ของปีงบประมาณมันจะได้ไม่เยอะ ซึ่งก็ได้ไม่เยอะจริง ๆ จากที่ตั้งเป้าไว้หนึ่งแสนล้านโอนจริงได้แค่หนึ่งหมื่นล้านเท่านั้น ทำให้เสียเวลาระงับการจัดซื้อจัดจ้างไปชั่วคราว เพื่อให้ผ่านกระบวนการของสำนักงบประมาณว่าตัวไหนจะได้ไปต่อ ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณชะลอตัว ไม่คุ้มค่ากับการเสียเวลา สะท้อนอีกเช่นเดียวกันว่าสถานการณ์การคลังของปี 69 ก็คงอยู่ในสภาวะหลังชนฝาอีกเช่นเดียวกัน เงินหมื่น เงินแสน เงินอีกนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ต้องเอาไว้ก่อน เพราะว่าไม่อย่างนั้นก็ไม่มีเงินมากพอที่จะทำให้สามารถใช้งบประมาณไปได้ตลอดปี 69 

รัฐบาลมีติ่งไว้ว่าตัวโอนงบได้มาแค่หนึ่งหมื่นล้านบาท น่าจะใช้ในการเยียวยาผลกระทบจากการปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งต้องติดตามรายละเอียดกันต่อ แม้ว่าจะโอนได้นิดเดียว แต่เราไม่เพิกเฉย ต้องติดตามลงรายละเอียดว่าส่วนที่ควรตัดได้ตัดหรือไม่ หรือส่วนไหนที่ไม่ควรถูกตัด และขณะนี้ยังไม่เห็นรายละเอียดอะไรเลย จะได้เห็นครั้งแรกในวันที่ 23 มิถุนายน และเข้าสู่สภาฯ วันที่ 25 มิถุนายน ขอให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบและติดตามการอภิปรายงบประมาณทั้งสองวาระสำคัญใหญ่ ๆ

“ท่ามกลางหน่วยรับงบประมาณที่ถูกปรับลดงบประมาณกันถ้วนหน้า มีอยู่ 1 กระทรวงที่ได้รับงบเพิ่มถึง 30% คือกระทรวงดีอี โดยที่หน่วยงานที่ได้รับงบเพิ่มสูงที่สุดคือ สดช. สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เป็นเจ้าของโครงการ TH-AI Passport ที่ได้งบเพิ่ม 2 เท่า และที่สำคัญ ปลัดกระทรวงดีอี ก็คอนเฟิร์มมาแล้วว่าในนั้นจะมีโครงการ TH-AI Passport เฟส 2 ให้สภาได้ติดตามต่อ ก่อนหน้านี้ใช้เงินกองทุนดีอี เราอาจจะมองไม่เห็น ตรวจสอบไม่คล่อง แต่วันนี้มาขอสภาแล้วก็คงจะต้องเปิดเผยให้โปร่งใส และให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม และผู้แทนของประชาชนได้ตรวจสอบ”