“ศุภจี” นำถกผู้แทน 3 สมาคมปุ๋ย ย้ำ “ทีมไทยแลนด์” ติดตามการขนส่งปุ๋ยสู่ไทยต่อเนื่อง พร้อมเกาะติดสถานการณ์ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” มั่นใจปุ๋ยไม่ขาดแคลน


วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้แทน 3 สมาคมปุ๋ยของประเทศ ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย, สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน แต่รัฐบาลในฐานะ “ทีมไทยแลนด์” ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย และรักษาระดับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง

ในช่วงที่ผ่านมา มีเรือสินค้าบรรทุกปุ๋ยจำนวน 5 ลำ ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทีมไทยแลนด์ได้ประสานงานช่วยเหลือทำให้สามารถนำเรือออกมาได้แล้ว 2 ลำ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งเพื่อให้สามารถนำสินค้าเข้าสู่ประเทศไทยได้ ส่งผลให้สถานการณ์ปุ๋ยในปัจจุบันมีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเรื่องของปริมาณและแนวโน้มด้านราคา โดยภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยที่สุดและให้การจำหน่ายเป็นไปตามกลไกตลาดและต้นทุนที่แท้จริง โดยที่ผ่านมาได้มีการดำเนินคดีกับร้านที่กักตุนและจำหน่ายเกินราคาไปแล้วกว่า 1,640 แห่ง หากเกษตรกรพบการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวสามารถแจ้งข้อมูลมายังกระทรวงพาณิชย์เพื่อดำเนินการตรวจสอบได้ทันที

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในระยะสั้น ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนด้านปุ๋ย โดยตั้งเป้าหมายดำเนินการใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแล้ว 6 จังหวัด และจะเดินหน้าต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2569

...

ส่วนมาตรการระยะกลาง และระยะยาว รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนโครงการ “ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดพืชและสภาพพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับชนิดปุ๋ยและพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในอัตราที่เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าเกษตรกลับมาขยายตัวเป็นบวกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อรายได้ของเกษตรกรไทย

“รัฐบาลจะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด ทั้งการดูแลด้านต้นทุน การบริหารจัดการผลผลิต การแปรรูป การขนส่ง การหาตลาดรองรับ และการส่งออก เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการมีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม และสามารถดำรงอาชีพได้อย่างมั่นคง”

ทางด้าน นายเทพวิทย์ เตียวสุรัตน์กุล ที่ปรึกษาสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ระบุว่า สถานการณ์ปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากในช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากแหล่งผลิตในตะวันออกกลางได้ตามปกติ แต่ในเดือนมิถุนายน 2569 เริ่มมีสินค้าส่งออกจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตปุ๋ยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ได้ปรับรูปแบบการขนส่ง ลำเลียงสินค้าทางบกจากฝั่งอ่าวเปอร์เซียไปยังท่าเรือฝั่งทะเลแดง ก่อนส่งออกมายังประเทศไทย ส่งผลให้การนำเข้าสินค้ามีความต่อเนื่องมากขึ้น มั่นใจว่าปริมาณปุ๋ยจะเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศอย่างแน่นอน

สำหรับแนวโน้มราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกก็เริ่มอ่อนตัวลงแล้ว ขณะที่ปุ๋ยประเภท NP และ NPK ได้หยุดปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสที่ราคาจะทยอยลดลงในระยะต่อไป ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น โดยราคาในประเทศจะค่อยๆ ทยอยปรับลงตามต้นทุนจริงคล้ายกับสถานการณ์ราคาน้ำมัน แต่อาจไม่ลดลงทันทีเนื่องจากยังมีสต็อกต้นทุนเดิมอยู่ แต่ยืนยันว่าจะไม่ปรับขึ้นราคาแน่นอน และปริมาณปุ๋ยในประเทศมีเพียงพอ จะไม่เกิดภาวะขาดแคลน เนื่องจากกรมการค้าภายใน มีระบบติดตามข้อมูลสต็อกและปริมาณสินค้าจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงไทยยังมีทางเลือกในการจัดหาปุ๋ยจากประเทศผู้ผลิตรายสำคัญอื่นๆ ทั้งรัสเซียและจีน ซึ่งพร้อมให้ความร่วมมือกับไทยหากมีความจำเป็นต้องเพิ่มแหล่งนำเข้าในอนาคต

ขณะที่ นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ระบุว่า สมาคมปุ๋ยทุกสมาคมพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการดูแลสถานการณ์ปุ๋ย และยึดหลักความเป็นธรรมในการกำหนดราคา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้มากที่สุด และจากข้อมูลที่ได้รับจากภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลอิหร่านยังพร้อมสนับสนุนส่งปุ๋ยยูเรียให้ไทย โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมพิเศษหรือ “หัวคิว” สำหรับเรือที่จะเดินทางมายังประเทศไทย เช่นเดียวกับทางรัสเซียที่พร้อมให้ความร่วมมือในการซื้อขายปุ๋ยเคมีกับไทยในฐานะมิตรประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านปริมาณปุ๋ยให้ไทย มั่นใจว่าปุ๋ยจะไม่ขาดแคลน และราคามีแนวโน้มปรับลดลงตามทิศทางต้นทุนในตลาดโลก

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เผยว่า หากเปรียบเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม ปุ๋ยยูเรียมีการปรับขึ้นสูงสุดเฉลี่ยประมาณ 60% ส่วนปุ๋ยฟอสเฟตปรับขึ้นเฉลี่ย 20% และโพแทสเซียมปรับขึ้นเพียง 0.2% ปัจจุบันแนวโน้มราคาปุ๋ยยูเรียมีทิศทางปรับลดลงชัดเจนที่สุด โดยทางกรมฯ มีการติดตามสต็อกปุ๋ยจากผู้ประกอบการทุก 15 วัน ยืนยันว่าปัจจุบันมีปุ๋ยทุกสูตรเพียงพอจำหน่าย พร้อมทำงานร่วมกับคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) และสมาคมต่างๆ เพื่อดูแลให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอย่างเป็นธรรมต่อไป.