“พริษฐ์” ข้องใจ ภูมิใจไทยรีบปฏิเสธข้อมูลใหม่จากผลหารือประธานศาลรัฐธรรมนูญ ปมเลือกตั้ง สสร. ซัดมีธงอยู่แล้วหรือไม่ ต้องการฉวยโอกาสจากคำวินิจฉัยที่คลุมเครือเพื่อตัดการมีส่วนร่วมของประชาชน
วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 มิ.ย.) คณะกรรมาธิการร่วม สส. และ สว. ได้เข้าหารือกับประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” นั้น หมายความถึงการห้ามไม่ให้ประชาชนเลือกตั้ง “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” โดยตรง แต่ไม่ได้เป็นการห้ามหรือตัดสิทธิประชาชนในการเลือกตั้ง “สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)” โดยตรงแต่อย่างใด (โดย สสร. จะเป็นผู้ไปแต่งตั้ง กมธ. ยกร่างฯ อีกทอดหนึ่ง)
นายพริษฐ์กล่าวว่า เมื่อข้อมูลใหม่ชี้ชัดว่าการมี สสร. จากการเลือกตั้งสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ตนจึงคาดหวังที่จะเห็นพรรคการเมืองทุกพรรคที่เคยประกาศจุดยืนสนับสนุน สสร. เลือกตั้ง หันมาหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางปฏิบัติ แต่ปรากฏว่าผ่านไปไม่ถึง 2 วัน กลับมีแกนนำพรรคภูมิใจไทยถึง 3 คน เรียงหน้ากันออกมาปัดตกข้อมูลใหม่ดังกล่าวทันที พร้อมยกสารพัดเหตุผลมาอ้างเพื่อปิดประตูใส่การมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ตนจึงขอชี้แจงและตั้งข้อสังเกตกลับไปยังแกนนำทั้ง 3 ท่าน ใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. ตนทราบดีว่าทั้ง 3 ท่านไม่ต้องการทำอะไรที่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่ตนเชื่อว่าแกนนำทั้ง 3 ท่านก็ทราบดีว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวมีความคลุมเครือและไม่มีหลักการประชาธิปไตยอ้างอิง ดังนั้น คำอธิบายที่ได้รับเพิ่มเติมจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด จึงเป็นการสร้างความชัดเจนว่าสิ่งใดทำได้หรือไม่ได้ ซึ่งการเดินหน้าตามคำอธิบายนี้ ย่อมไม่ถือเป็นการขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
...
2. หากจะอ้างว่านี่เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือตุลาการเพียงบางคน ตนขอย้ำว่าในการประชุม ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ระบุอย่างชัดเจนว่าคำอธิบายนี้ไม่ใช่ความเห็นส่วนตน แต่เป็นความเห็นของ “ที่ประชุมร่วมกันของตุลาการทุกคน” ก่อนที่จะมีการออกคำวินิจฉัยกลาง ซึ่งหากพรรคภูมิใจไทยไม่เชื่อมั่นในคำพูดของตน ก็สามารถไปสอบถาม สส. ของพรรคภูมิใจไทยที่เข้าร่วมประชุมในวันนั้นได้
3. หากทั้ง 3 ท่านจะอ้างว่าตนเคยได้ข้อสรุปจากการหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญในปี 2567 ว่าทำประชามติแค่ 2 รอบได้ แต่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในปี 2568 กลับบอกให้ทำ 3 ครั้ง ตนเห็นว่าท่านต้องทบทวนข้อเท็จจริงกันดีๆ แทนที่จะประสานเสียงกันในข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน เพราะคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ก็ระบุชัดเจนว่าทำประชามติเพียง 2 รอบได้ (โดยรอบแรกมี 2 คำถาม และรอบสองมี 1 คำถาม) ซึ่งตรงกับที่ตนเคยได้ข้อสรุปมา ในทางกลับกัน สังคมย่อมจำได้ดีว่าในช่วงก่อนศาลมีคำวินิจฉัย เป็นพรรคภูมิใจไทยเองที่ออกมาย้ำตลอดว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้งแยกกันเท่านั้น ถึงขั้นวอล์กเอาต์ (Walk out) ออกจากห้องประชุมสภาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งหากวันนั้นทุกคนยอมทำตามความเชื่อของพรรคภูมิใจไทย การเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็คงไม่อาจมาถึงจุดนี้ได้
นายพริษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจที่จะหาแนวทางให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง สสร. ทุกฝ่ายก็ควรนำข้อมูลใหม่ที่ได้จากการหารือกับศาลรัฐธรรมนูญมาพิจารณาร่วมกันอย่างจริงจัง แต่หากพรรคภูมิใจไทยยังคงดึงดันปฏิเสธข้อมูลใหม่นี้ ตนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าพรรคภูมิใจไทยมีธงอยู่ในใจแต่แรกแล้วหรือไม่ ว่าต้องการฉวยโอกาสจากคำวินิจฉัยที่คลุมเครือ เพื่อตีขลุมและตัดสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้ง สสร.