“เต้” ควง “หน่อง ภาสพงศ์” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 7 ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ชูแก้ปัญหาอาคารเก่า-แผ่นดินไหว พร้อมดันนโยบายเพิ่มประชากรผ่าน “มหกรรมปั๊มบุตร”


วันที่ 21 มิ.ย.69 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้” พร้อมด้วย นายภาสพงศ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 7 กลุ่มกรุงเทพบินได้ ลงพื้นที่หาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โดยกำหนดการหาเสียงประกอบด้วย 5 จุด ได้แก่ ย่านรามอินทรา เวลา 13.15-14.45 น., ย่านประตูน้ำ เวลา 15.30-16.30 น., ย่านสะพานควาย เวลา 16.45-17.30 น., ถนนประดิพัทธ์ถึงวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เวลา 17.30-18.30 น. และย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เวลา 18.30-19.45 น.


นายภาสพงศ์ กล่าวว่า วันนี้กลุ่มกรุงเทพบินได้ยังคงลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยประเด็นสำคัญที่นำมาพูดคุยคือเหตุการณ์กันสาดอาคารถล่มที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา บริเวณใกล้วัดไตรมิตรและย่านเยาวราช ซึ่งอาคารดังกล่าวมีอายุกว่า 100 ปี ขณะที่ถนนเยาวราชถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2435


นายภาสพงศ์ ระบุว่า ประเทศไทยเพิ่งมีพระราชบัญญัติควบคุมอาคารเมื่อปี พ.ศ.2522 และมีการแก้ไขเพิ่มเติมในปี พ.ศ.2543 และ พ.ศ.2566 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวเน้นเรื่องการก่อสร้าง รื้อถอน ดัดแปลง และต่อเติมอาคาร แต่มีอาคารจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นก่อนกฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้


หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะผลักดันให้มีช่างโยธาประจำกรุงเทพมหานครเข้าไปสแกนและตรวจสอบอาคารในพื้นที่เฝ้าระวัง โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่า เช่น เขตสัมพันธวงศ์ เขตพระนคร และเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ซึ่งมีอาคารจำนวนมากที่สร้างมาตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์

...


ด้านนายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ขณะนี้เหลือเวลาอีก 7 วันก่อนถึงวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โดยในช่วงเช้าได้ลงพื้นที่หาเสียงในย่านรามอินทรา ก่อนเดินทางมายังย่านประตูน้ำ ซึ่งพบว่าบรรยากาศค่อนข้างซบเซา แม้ว่ารัฐบาลจะมีโครงการคนละครึ่งออกมาแล้วก็ตาม


นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า ระหว่างลงพื้นที่ได้เห็นป้ายหาเสียงของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทั้ง 18 คน และผู้สมัคร ส.ก. อีก 4 คน โดยสังเกตว่าป้ายของหมายเลข 7 มีความโดดเด่นจากเสื้อที่ระบุชื่อกลุ่มกรุงเทพบินได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงปัญหาการต่อเติมอาคารในกรุงเทพมหานครว่า ในหลายกรณีแบบก่อสร้างที่ยื่นขออนุญาตเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่เมื่อก่อสร้างจริงกลับมีการสร้างเกินแบบ หากไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบก็จะไม่ถูกดำเนินการ ขณะที่ผู้ออกแบบไม่ถือว่ามีความผิดเพราะรับรองตามแบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย


นายมงคลกิตติ์ มองว่า ช่องว่างดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมายาวนานในระบบควบคุมอาคารของกรุงเทพมหานคร และอาคารเก่าในกรุงเทพฯ จำนวนมากที่มีอายุกว่า 100-200 ปี อาจรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ในระดับจำกัด ส่วนอาคารสูงสมัยใหม่ก็ยังมีความเสี่ยงหากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง


นายมงคลกิตติ์ ยังเสนอว่า กรุงเทพมหานครควรเตรียมแผนรับมือภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวตั้งแต่ขณะนี้ ไม่จำเป็นต้องรอผู้ว่าฯ คนใหม่เข้ารับตำแหน่ง โดยควรวางแผนด้านงบประมาณ การจัดซื้ออุปกรณ์ รวมถึงพิจารณาจัดหาเฮลิคอปเตอร์สำหรับภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยบนอาคารสูง พร้อมกันนี้ กลุ่มกรุงเทพบินได้ยังมีแนวคิดจัดตั้ง “หน่วยซีล กทม.” เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดค้างอยู่ภายในอาคารสูงหรืออาคารที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยยกตัวอย่างเหตุเพลิงไหม้ที่ผ่านมาในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่จำเป็นต้องมีหน่วยกู้ภัยเฉพาะทางเข้าช่วยเหลือประชาชน

อีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่นายมงคลกิตติ์นำเสนอ คือการแก้ปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลง โดยระบุว่าปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีเด็กเกิดใหม่เฉลี่ยประมาณ 60,000 คนต่อปี ขณะที่ทั้งประเทศมีเด็กเกิดใหม่ราว 410,000 คนต่อปีหากผู้สมัครหมายเลข 7 ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะผลักดันให้จำนวนเด็กเกิดใหม่ในกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นถึง 100,000 คนต่อปี ผ่านนโยบายสนับสนุนการมีบุตร ทั้งในกลุ่มพ่อแม่วัยใสที่ กทม. จะเข้ามาช่วยดูแลบุตรชั่วคราวจนกว่าผู้ปกครองจะพร้อมรับภาระได้เอง และโครงการ “มหกรรมปั๊มบุตร”


นายมงคลกิตติ์ อธิบายว่า หาก กกต. รับรองผลเลือกตั้งและผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 7 ได้เข้ารับตำแหน่ง จะให้สำนักงานเขตเปิดรับสมัครคู่สมรสที่มีทะเบียนสมรสถูกต้องและมีความพร้อมด้านร่างกายเข้าร่วมโครงการ โดยให้แพทย์ตรวจสุขภาพทั้งฝ่ายชายและหญิงก่อน


สำหรับคู่สมรสที่สามารถตั้งครรภ์ได้ จะได้รับเงินสนับสนุนเบื้องต้น 50,000 บาท และหากดูแลครรภ์จนคลอดบุตร จะได้รับเพิ่มอีก 50,000 บาท รวมเป็น 100,000 บาทต่อราย โดยระบุว่าหากมีผู้เข้าร่วมโครงการ 10,000 คู่ จะใช้งบประมาณประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่างบประมาณของกรุงเทพมหานครสามารถรองรับได้


นายมงคลกิตติ์ยังกล่าวว่า หากแต่ละสำนักงานเขตมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก ก็จะช่วยเพิ่มจำนวนเด็กเกิดใหม่ได้อีกประมาณ 10,000-20,000 คนต่อปี ซึ่งจะเป็นกำลังแรงงานในอนาคต เป็นผู้เสียภาษีให้ประเทศ และเป็นอนาคตของชาติ


นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพประชาชนในอนาคต ทั้งการแข่งขันของผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง การส่งเสริมสุขภาพด้านการเจริญพันธุ์ของทั้งเพศชายและหญิง รวมถึงการสร้างแรงจูงใจผ่านรางวัลต่าง ๆ ภายใต้แนวคิด “มหกรรมปั๊มบุตร” ของกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่นนำไปประยุกต์ใช้ต่อไป