“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” ขอท้าพิสูจน์ ปมดราม่ารองในทำเนียบฯ ผมหงอก ลั่น หากพบมีผลประโยชน์ทับซ้อนแม้แต่บาทเดียว พร้อมพิจารณาตนเองทันที
วันที่ 21 มิถุนายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ในช่วงหนึ่งของการชูวิสัยทัศน์เดินหน้ายกระดับโครงข่ายคมนาคมระดับชาติ ลงพื้นที่ ต.ปากหมาก อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี แนะโครงการถนนเชื่อมโยงสองฝั่งทะเล อันดามันและอ่าวไทย (อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง - อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี) และการพัฒนาท่าเทียบเรือพุมเรียง มุ่งเป้าหมายพลิกโฉมระบบโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวของไทย ให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้รอยต่อ ที่ ต.ปากหมาก อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ถึงกรณีกระแสการมีผลประโยชน์ทับซ้อนในจังหวัดภูเก็ต กับดราม่ารองในทำเนียบผมหงอก ว่า หากพบแม้แต่บาทเดียวจะพิจารณาตนเอง
“ผมกล้ารับประกันว่า ใครสามารถหาได้ว่าผมมีประโยชน์ทับซ้อนแม้แต่บาทเดียว ผมพร้อมที่จะพิจารณาตัวเอง”
นายพิพัฒน์ ระบุต่อไปว่า สิ่งต่างๆ ที่มีการพูดถึงเรื่องของคำว่าท่าเรือ ยอมรับว่าตนเป็นคนสนับสนุนแนวความคิดในการสร้างท่าเรือยอร์ช และอู่ซ่อมเรือยอร์ชที่จังหวัดภูเก็ต ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และไม่เป็นสองรองใครในภูมิภาคเอเชีย ดังนั้น สิ่งที่ทำไปในฐานะอยู่ในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในอดีต หากไม่ไปพัฒนาหรือเปิดภูเก็ตแซนบ็อกซ์ ในยุคโควิด-19 ใครจะเป็นคนต่อสู้เพื่อนำนักเดินทางนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งได้รับนโยบายจาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ในการให้ไปคิดดำเนินการ
ทั้งนี้ ไม่แปลกใจว่าหากจะมีผู้พูดถึงกังวลว่าตนเองจะไปเป็นผู้มีอิทธิพลใน จ.ภูเก็ต และพิสูจน์ได้ว่า จ.ภูเก็ต ยอมรับตนเองในเรื่องของการพัฒนา แต่ยังไม่ยอมรับในความเป็นภูมิใจไทยทางการเมือง “ผมพร้อมให้ทุกคนพิสูจน์ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรบ้าง หากใครหาได้ว่ามีแม้แต่ 1 บาท ก็พร้อมจะพิจารณาตนเองโดยทันที”
...