พรรคประชาธิปัตย์โหมลงพื้นที่ช่วย “อนุชา” และผู้สมัคร สก. รวดเดียว 4 เขต “อนุชา” ชูยุทธศาสตร์ปราบโกงโค้งสุดท้าย ชิงผู้ว่าฯกทม. ไม่สนผลโพล เกทับ พบ 2 กลุ่มหวนหนุนประชาธิปัตย์


วันที่ 21 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี หรือ เจมส์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) พรรคประชาธิปัตย์( ปชป.) เบอร์ 5 พร้อมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค, นายสกลธี ภัททิยกุล, นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี, นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค ร่วมลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงช่วยนายชัชชนะพงศ์ แก้วทอง ผู้สมัคร สก.เขตบางเขน เบอร์ 2 พรรค ปชป.ที่ตลาดยิ่งเจริญตั้งแต่ช่วงเช้า จากนั้นเดินทางต่อมาที่ตลาดเมืองทอง (บึงสีกัน) ซอยแจ้งวัฒนะ 14 เพื่อขอคะแนนเสียงจากชาวเขตหลักสี่ให้นายต้นรังสรรค์ กียปัจจ์ ผู้สมัคร สก.เขตหลักสี่ เบอร์ 4 พรรค ปชป. ที่ก่อนจะเดินทางไปที่ตลาดจตุจักร 2 เพื่อช่วยแนะนำนโยบายการพัฒนาพื้นที่และขอคะแนนให้นายจิรัฎฐ์ เชาว์อริยรัฐ ผู้สมัคร สก.เขตมีนบุรี เบอร์ 2 พรรค ปชป. ที่ตลาดจตุจักร 2 ต่อด้วยการลงพื้นที่ปิดท้ายการหาเสียงในวันหยุดสุดสัปดาห์ช่วยนายเกษนันท์ เรืองตาบ ผู้สมัคร สก.เขตคันนายาว เบอร์ 1 พรรค ปชป.

“อนุชา” ชูยุทธศาสตร์ปราบโกง

โดยนายอนุชา กล่าวถึงการรณรงค์หาเสียงและเสียงสะท้อนของชาวกรุงเทพฯในช่วงโค้งสุดท้ายว่า นอกเหนือจากปัญหาเรื้อรังที่ชาวกรุงเทพฯ ต้องการให้แก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งปัญหาน้ำท่วม ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหาขยะและความสะอาดแล้ว พี่น้องประชาชนยังเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจังด้วย ต่างต้องการให้ผู้ว่าฯ และ สก. จากพรรค ปชป.เข้าไปขจัดการทำงานที่ไม่โปร่งใสใน กทม. ทั้งในระดับผู้บริหารและข้าราชการประจำ โดยเฉพาะประเด็นการซื้อขายตำแหน่งและการเรียกรับผลประโยชน์ใต้โต๊ะเพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณของ กทม. จะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและไม่มีการรั่วไหล ซึ่งนโยบายชูการเมืองสุจริต ต่อต้านการทุจริตเป็นข้อสั่งการตรงจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่กำชับให้ผู้สมัครของพรรคทุกระดับ ยึดถือปฏิบัติ หากพบความไม่โปร่งใส หรือมีข้อสงสัยจากสังคม ผู้ปฏิบัติงานจะต้องสามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจนผ่านกลไกของพรรค

...

เกทับพบ 2 กลุ่มหวนหนุน ปชป.

เมื่อถามถึงผลการสำรวจความคิดเห็น (โพล) ในช่วงโค้งสุดท้ายที่ยังเป็นรอง นายอนุชา กล่าวว่า ตนไม่มีความกังวลใจใด ๆ เพราะตลอดการลงพื้นที่ มีพี่น้องประชาชนยังคงให้กำลังใจและสนับสนุนให้เดินหน้าต่อไป และยังพบสัญญาณบวกจาก 2 กลุ่มหลักคือ กลุ่มอดีตผู้สนับสนุนพรรค ที่เคยไปเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองอื่นที่เริ่มแสดงความจำนงกลับมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง หลังเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ ส่วนกลุ่มที่ยังลังเลก็เริ่มตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้น จากการนำเสนอนโยบายที่เอาจริงเอาจังและวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่พรรคนำเสนอไป

ห่วงตึกเก่าย่านหมอมี

นายอนุชา ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจสอบอุบัติเหตุบริเวณเขตสัมพันธวงศ์ในช่วงเย็นเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า ตนเข้าไปดูสถานที่เกิดเหตุว่ามีอะไรที่พอจะประสานช่วยได้เพิ่มเติมหรือไม่ และมีโอกาสสอบถามปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขตสัมพันธวงศ์ และพูดคุยกับหน่วยกู้ภัยต่างๆ ที่ลงพื้นที่เพื่อตัดกระแสไฟฟ้าในที่เกิดเหตุเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม หรือเป็นอันตรายกับผู้คนที่อยู่บริเวณรอบข้าง รวมถึงการย้ายเสาไฟฟ้าเพื่อให้เข้าไปตรวจสอบได้ ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว ตัวอาคารไม่ได้ถล่มลงมา แต่เป็นระเบียงด้านหน้าที่ร่วงลงมา จนเกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิต โดยผู้เสียชีวิตกลับมาเตรียมปิดร้านค้า ซึ่งคงต้องรอให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบประเมินความแข็งแรงของตัวอาคารก่อนว่าโครงสร้างอาคารต่างๆ เป็นอย่างไร เพราะเท่าที่สังเกตเมื่อวานนี้เห็นว่าอาคารบริเวณรอบข้างก็จะมีลักษณะเดียวกัน

“มาร์ค” กระตุกคนกรุงฯ คิดก่อนเลือก 

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ช่วงโค้งสุดท้ายว่า ฝากข้อคิดให้ชาวกรุงเทพฯ ทบทวนผลงานการบริหารจัดการเมืองในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาว่า ตอบโจทย์ความพึงพอใจของพี่น้องประชาชนหรือไม่ โดยชี้ให้เห็นว่า เพียงแค่ช่วง 1 เดือนของการรณรงค์หาเสียงในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังคงเผชิญปัญหาเดิมๆ ซ้ำซาก ทั้งน้ำท่วม อาคารถล่ม และถนนยุบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ยังมีภาระการงานที่รอการแก้ไขอีกมาก ซึ่งนอกเหนือจากการยกระดับความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ แล้ว กทม. ยังต้องการผู้นำที่กล้าตัดสินใจลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งระบบการจัดการน้ำท่วมที่เป็นเครือข่าย การจัดการปัญหาขยะทั้งระบบ และระบบขนส่งมวลชนที่สะดวกคล่องตัวกว่าที่เป็นอยู่

“กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ การผลักดันให้เป็น AI Hub คือสิ่งที่เป็นไปได้ ซึ่งเราไม่ต้องการให้กรุงเทพฯ เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยกัญชา หรือการปล่อยปละละเลยให้ชาวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย นี่คือปัญหาใหญ่ที่เราตั้งใจจะเข้าไปแก้ไขและกำหนดทิศทางของเมืองในอนาคต” นายอภิสิทธิ์ กล่าว