“เท้ง” เยือนฝั่งธนช่วย “ดร.โจ”พ่วง สก. 50 เขต เมิน “นิด้าโพล” ร่วงที่ 3 โดน “มัลลิกา” แซงโค้ง ลั่นขอพลิกโพลชนะเหมือนปี 62
วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่ตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่ ถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำทีมลงพื้นที่ฝั่งธนบุรี เพื่อร่วมเวทีปราศรัยและช่วยหาเสียงให้กับ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (ดร.โจ) ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ของพรรค ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับของพ่อค้าแม่ขายและประชาชนในพื้นที่อย่างคึกคัก
นายณัฐพงษ์ปราศรัยตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ในปีนี้ ตนเชื่อมั่นว่าคนกรุงเทพฯ ไม่ได้ต้องการเพียงแค่พ่อเมืองมาแก้ปัญหาหน้าบ้านไปวัน ๆ แต่ต้องการผู้นำที่กล้าเข้ามาเปลี่ยนเมืองและทลายปัญหาที่กดทับอยู่ ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ การรักษาพยาบาล ค่าเดินทาง และการทุจริตงบประมาณ ซึ่งจากการลงพื้นที่ ตนได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มพ่อค้าแม่ขายเรื่องการต้องยอมจ่ายส่วยเพื่อค้าขาย แม้แต่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบันก็ยังออกมายอมรับว่าปัญหานี้ยังมีอยู่ ทั้งเรื่องเทศกิจรีดไถและทุนต่างชาติแย่งอาชีพ ตนจึงเชื่อว่าการมีผู้ว่าฯ อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมี สก. เข้าไปช่วยตรวจสอบ ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรคประชาชน
เมื่อถามถึงความมั่นใจในการกวาดที่นั่ง สก. ทั้ง 50 เขต หลังจากที่พรรคประชาชนเพิ่งชนะยกจังหวัดในการเลือกตั้ง สส.กทม. ปี 2569 นายณัฐพงษ์ระบุว่า ในปี 2565 อดีตพรรคก้าวไกลเคยได้ สก. 10 เขต แต่ในปี 2569 นี้ ตั้งเป้าอยากได้ทั้ง 50 เขต ยิ่งได้มากยิ่งดี เพื่อที่จะเข้าไปรื้อระบบและเปลี่ยนผ่านนโยบายที่ไม่เป็นธรรม เช่น สัมปทานรถไฟฟ้า และสัมปทานโรงกำจัดขยะ โดยต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทั้ง สส. และ สก.
...
ต่อข้อซักถามกรณีผลสำรวจของ “นิด้าโพล” ล่าสุดที่พบว่า คะแนนนิยมของนายชัยวัฒน์ ร่วงลงไปอยู่อันดับ 3 โดยถูกนางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูล ขยับแซงขึ้นมาเป็นอันดับ 2 นั้น หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวอย่างไม่กังวลว่า เรื่องผลโพลมีขึ้นมีลงเป็นเรื่องปกติ พร้อมน้อมรับเสียงสะท้อน แต่ตนขอเทียบกับประสบการณ์ตรงเมื่อครั้งเลือกตั้ง สส. เขตบางแค ปี 2562 ที่ผลโพลตอนนั้นตนอยู่อันดับ 3 แต่สุดท้ายก็พลิกกลับมาชนะได้ สิ่งสำคัญในช่วง 9 วันสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ คือการสื่อสารวาระเปลี่ยนเมืองให้ประชาชนตื่นตัวมากที่สุด
“สนามเลือกตั้ง กทม. เป็นเขตปกครองพิเศษขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 4 แสนล้านบาท การตัดสินใจในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาหน้าบ้าน แต่จะส่งผลสะเทือนต่อการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้าแน่นอน หากประชาชนให้โอกาสพรรคประชาชนเข้ามาพิสูจน์ฝีมือในการบริหารและสร้างการเปลี่ยนแปลงในกรุงเทพฯ ได้ การเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า เราจะเปลี่ยนประเทศไทยได้แน่นอน” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังได้ชี้แจงถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า พรรคประชาชนนำเรื่องทุจริตและปัญหาส่วยมาดิสเครดิต นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เพื่อใช้หาเสียงในโค้งสุดท้าย โดยยืนยันว่า ที่ผ่านมาตนทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์มาโดยตลอด การวิพากษ์วิจารณ์เป็นไปตามข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรมองว่าการตรวจสอบข้อมูลเพื่อความโปร่งใสเป็นการโจมตีทางการเมือง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประโยชน์สูงสุดจะตกอยู่กับประชาชน และนักการเมืองทุกคนต้องพร้อมถูกตรวจสอบและอธิบายข้อเท็จจริงได้