ปลัดกระทรวงดีอี แจงกรรมาธิการเคลียร์ข้อครหาโครงการ“TH-AI Passport” ยันทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน หากเลิกส่อโดนฟ้องกลับ
วันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายพชร ปลัดกระทรวงดีอี ได้นำเสนอรายละเอียดไทม์ไลน์เชิงลึกเพื่อตอบคำถามสังคมที่มองว่าโครงการนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ โดยระบุว่า กรอบเป้าหมายในการให้ประชาชนเข้าถึงระบบ AI จำนวน 20 ล้านคนนั้น ไม่ได้เพิ่งถูกกำหนดขึ้นอย่างเร่งรีบในรัฐบาลชุดนี้ แต่เป็นแผนงานที่มีการหารือและจัดทำมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565 ในสมัยของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติฯ และมีการดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปี พ.ศ. 2567
ต่อมาในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ในสมัยของ นายเศรษฐา ทวีสิน ได้กำหนดเป้าหมายเชิงรุกให้มีผู้ใช้งานหรือรู้จัก AI จำนวน 20 ล้านคนภายในปี พ.ศ. 2570 แต่เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเพื่อให้งานมีความต่อเนื่อง กระทรวงดีอีจึงเสนอปรับโครงสร้างจัดตั้งคณะกรรมการ AI ให้เป็นคณะกรรมการระดับชาติในรูปแบบคณะกรรมการถาวรโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. ซึ่งจัดตั้งสำเร็จในปี พ.ศ. 2569 โดยยังคงยึดหมุดหมายเดิมคือ 20 ล้านคน
ปลัดดีอียืนยันว่า โครงการนี้มีฐานงานเดิมรองรับและฝังตัวมานาน จนกระทั่งสามารถบรรลุข้อตกลงและลงนามในสัญญาจ้างได้เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569 รวมเวลาศึกษา ยกร่าง จนถึงวันลงนามใช้เวลาเกือบ 1 ปีเต็ม ไม่ใช่การเร่งรัดดำเนินการภายในระยะเวลา 31 วันตามที่มีกระแสข่าวสับสนในสื่อต่าง ๆ แต่อย่างใด
ส่วนข้อสงสัยที่ว่าทำไมต้องใช้เงินนอกงบประมาณจาก “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” (กองทุนดีอี) จนส่อถึงความไม่โปร่งใสเพราะไม่ได้ผ่านสภาฯ นายพชรชี้แจงว่า เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาปฏิบัติงานจริงในวันที่ 1 ตุลาคม ทรัพยากรงบประมาณปกติของกระทรวงเหลืออยู่ไม่มากแล้ว จึงต้องพึ่งพากองทุนดีอีที่มีเงินทุนหมุนเวียนพร้อมใช้งานอยู่เกือบ 2,000 ล้านบาท นำมาออกแบบโครงการและสืบราคากลางตามระเบียบราชการ
...
“กระบวนการใช้เงินกองทุนไม่ได้ง่ายอย่างที่เข้าใจ เพราะต้องผ่านการกลั่นกรองอย่างเข้มงวดเป็นลำดับชั้น โดยคณะกรรมการผู้พิจารณาอนุมัติไม่ใช่เจ้าหน้าที่ดีอี แต่ประกอบไปด้วยตัวแทนจากหน่วยงานกลางและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ตรวจสอบจนนำไปสู่การยกร่าง TOR และจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายครบถ้วนทุกขั้นตอน” ปลัดดีอียืนยัน
ขณะที่นางสาวรักชนก ศรีนอก ได้ลุกขึ้นสอบถามไทม์ไลน์โครงการ เนื่องจาก นายไชยชนก ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีที่เสนอเข้ามาในรัฐบาลก่อน พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบที่เฉพาะเจาะจง โดยนำไปเปรียบเทียบกับโครงการ National Credit Bank ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ว่าเป็นการก๊อปปี้วาง (Copy-Paste) หรือไม่
“หากบอกว่าไม่ได้ก๊อป ดิฉันจะตกใจ เพราะว่ารายละเอียดมันซ้ำกัน 7-8 บรรทัด ตัวหนังสือเป๊ะ 99.99% ต่างแค่คำว่า 'จอ' และ 'จุด' นี่คือหลักการทั่วไปของการเขียน 2 ทีโออาร์โครงการที่คนละวัตถุประสงค์งั้นหรือ?” น.ส.รักชนก ตั้งคำถาม
นอกจากนี้นางสาวรักชนก ยังกางพิรุธเรื่องการใช้งบประมาณจัดงานเปิดตัวที่มีข้อกำหนดว่าต้องมีผู้เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 200 คน รวมถึงความเชื่อมโยงของตัวแทนบริษัทผู้ชนะการประมูลที่อาจมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับบริษัทสื่อโฆษณายักษ์ใหญ่รายหนึ่ง (Plan x) และเป็นผู้รับประโยชน์คนสุดท้ายคนเดียวกัน รวมถึงไทม์ไลน์การทดสอบแอปพลิเคชันและการลบแอปฯ ที่ชื่อเหมือนกันออกไปอย่างมีพิรุธ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการซักถาม นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ได้พยายามคัดค้านและแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำพูดของ น.ส.รักชนก จนถูก นายรังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.กฎหมายฯ สั่งปิดไมค์เป็นระยะ จนนางสาวรักชนกยอมตัดข้อความที่เขียนว่า "สีน้ำเงินเป็นสีมงคลประจำภาครัฐ" ออกจากบันทึกการประชุมเพื่อตัดบท
ด้าน ปลัดกระทรวงดีอี สวนกลับทันควันว่า รายละเอียดใน TOR มีทั้งหมด 40 หน้า ส่วนที่ซ้ำกันเป็นเพียงไม่กี่ข้อและไม่ใช่คุณสมบัติมาตรฐาน สำหรับข้อสงสัยที่ว่าทำไมไม่ซื้อตรงกับผู้พัฒนา AI แต่ละเจ้า แต่เลือกทำสัญญาภาพรวมขนาดใหญ่พ่วงงบโฆษณาจอนั้น เป็นเพราะราชการไม่สามารถแบ่งซื้อแบ่งจ้างงานเดียวกันจากหลายเจ้าได้ และความสำเร็จของโครงการวัดจากผู้ใช้งานและการสร้างความตระหนักรู้
ส่วนเรื่องการใช้จอประชาสัมพันธ์ในร้านสะดวกซื้อ คณะผู้ร่าง TOR ชี้แจงว่า เป็นการนำเกณฑ์และมาตรฐานราคากลางที่กระทรวง อว. เคยจัดซื้อจัดจ้างและได้ผู้ชนะมาเป็นแนวทาง เพื่อประกอบการทำสื่อออฟไลน์ที่เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มวันละ 20 ล้านคน ซึ่งเปิดกว้างให้รายอื่นเข้าประกวดราคาได้
ในช่วงท้ายนางสาวรักชนก ย้ำจุดยืนว่ากรรมาธิการเข้าใจประโยชน์ของ AI แต่ขอให้รมว.ดีอี ยกเลิกโครงการรอบนี้มูลค่า 1,600 ล้านบาทไปก่อน แล้วกลับไปเสนอตั้งงบประมาณปกติในปีถัดไป เพื่อเคลียร์ข้อครหาเรื่องการทุจริต คอร์รัปชัน ล็อกสเป็ก และฮั้วประมูล แทนการเลือก "ลุยไฟ" ปิดตาข้างเดียวเดินหน้าต่อ ทำให้ปลัดดีอีสรุปทิ้งท้ายอย่างเผ็ดร้อนว่า ทางกระทรวงรับฟังทุกอย่างและขณะนี้ก็นำโครงการนี้เข้าไปขอในงบประมาณปี 2570 ด้วยเช่นกัน พร้อมตั้งคำถามกลับสภาฯ ว่า การกล่าวหาว่าทุจริตหรือประพฤติมิชอบ แต่เรายืนยันว่าทำตามกระบวนการทุกอย่าง แล้วจะให้ทำอย่างไรอีก แล้วอยู่ ๆ จะให้เรายกเลิกด้วยเหตุอะไร? ถ้าสั่งยกเลิกโดยไม่มีเหตุผล บริษัทเอกชนก็จะมาฟ้องร้องดำเนินคดีกับกระทรวง แล้วจะให้พวกผมทำอย่างไร ท่านต้องเข้าใจบริบทความเป็นราชการด้วย วันนี้หากให้ผมบอกยกเลิก... ต้องตอบข้อซักถามให้ได้ก่อนว่ายกเลิกด้วยเหตุอะไร ในเมื่อเราเดินตามขั้นตอนกฎหมายอย่างถูกต้องทุกอย่าง” นายพชร กล่าว