สส.ระยอง พรรคประชาชน ชี้ “ซิน เคอ หยวน” กลับมาเดินเครื่องผลิตเหล็ก ยังมีข้อสงสัยของสังคมและความไม่ชัดเจนหลายข้อ จี้ รมว.อุตสาหกรรม ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริง


วันที่ 18 มิ.ย. 2569 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายกฤช ศิลปชัย สส.ระยอง พรรคประชาชน และรองประธานคณะกมธ.การอุตสาหกรรม คนที่ 4 พร้อมด้วยนายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ อดีต สส.จังหวัดระยอง พรรคประชาชน รวมกันแถลงข่าวกรณีการกลับมาเปิดดำเนินการโรงงานของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด จังหวัดระยอง ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยเมื่อวานนี้คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้มีการประชุม และประธานคณะกรรมาธิการได้แถลงผลการประชุมเกี่ยวกับการกลับมาเปิดดำเนินการของโรงงานดังกล่าวว่า เป็นไปตามมาตรา 39 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 กล่าวคือ เมื่อมีคำสั่งให้ปิดโรงงานและผู้ประกอบการได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามเงื่อนไขแล้ว ก็สามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้ตามกฎหมาย


อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าการอนุญาตให้กลับมาเปิดดำเนินการของกรมโรงงานอุตสาหกรรมยังมีข้อสงสัยและความไม่ชัดเจนหลายประการ โดยเฉพาะกรณีที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับคำสั่งให้ปรับปรุงระบบควบคุมคุณภาพเหล็กในกระบวนการผลิต ซึ่งตนได้สอบถามว่าบริษัทได้ดำเนินการปรับปรุงอย่างไร และเป็นไปตามคำสั่งของกระทรวงอุตสาหกรรมหรือไม่


ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมชี้แจงเพียงว่า บริษัทได้ส่งข้อมูลกระบวนการผลิตที่เป็นไปตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มาให้ตรวจสอบ และกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้สอบถามไปยังสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งยืนยันว่ากระบวนการผลิตดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด จึงถือว่าการปรับปรุงกระบวนการผลิตผ่านเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

...


อย่างไรก็ตาม ตนยังมีข้อสงสัยว่ากระบวนการผลิตที่นำมาชี้แจงนั้น เป็นกระบวนการผลิตเดิมที่เคยผลิตเหล็กออกมาแล้วเกิดปัญหา แต่กลับมีการยืนยันว่ากระบวนการดังกล่าวถูกต้อง จึงเกิดคำถามว่า คำสั่งของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ให้ปรับปรุงกระบวนการผลิตนั้นได้รับการดำเนินการอย่างแท้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องเตาปรุงน้ำเหล็ก ซึ่งไม่ได้มีการติดตั้งหรือปรับปรุงเพิ่มเติม แต่กลับอ้างว่าใช้วิธีเติมสารบางชนิดลงในเตาหลอมเหล็กแทน


ข้อสังเกตสำคัญคือ ในกระบวนการผลิตเหล็ก หากสารบางชนิดมีปริมาณต่ำกว่ามาตรฐานสามารถเติมเพิ่มได้ แต่หากมีปริมาณเกินมาตรฐาน จะไม่สามารถลดปริมาณลงได้หากไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก ดังนั้น จึงเห็นว่ากรมโรงงานอุตสาหกรรมยังไม่ได้ชี้แจงประเด็นดังกล่าวอย่างละเอียด และยังไม่มีความชัดเจนว่ากระบวนการผลิต กระบวนการปรับปรุง หรือแนวทางการดำเนินงานในอนาคตจะเป็นอย่างไร


นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการตรวจสอบของ สมอ. ร่วมกับสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย โดยจากการตรวจสอบครั้งแรกภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ ผลการตรวจสอบไม่ผ่านมาตรฐาน ทำให้ สมอ. มีคำสั่งอายัดเหล็กทั้งหมดไว้ เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าอาจไม่เป็นไปตามมาตรฐานเช่นกัน


ต่อมาได้มีการแบ่งเหล็กออกเป็นหลายล็อต ซึ่งตนได้รับข้อมูลจากหัวหน้าคณะตรวจสอบในขณะนั้นว่า ในช่วงที่มีการอายัดเหล็ก ยังไม่มีการแบ่งล็อตแต่อย่างใด จึงเกิดข้อสงสัยว่าผู้ใดเป็นผู้ดำเนินการแบ่งล็อตดังกล่าว


ทั้งนี้ มีการอายัดเหล็กไว้กว่า 40,000 เส้น โดยผลการตรวจสอบชุดแรกออกมาในเดือนเมษายน 2568 และมีการถอนอายัดในช่วงเดือนกันยายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ขณะเดียวกัน เลขาธิการ สมอ. ผู้ลงนามคำสั่งถอนอายัดก็เกษียณอายุราชการในปีเดียวกัน จึงเกิดข้อสงสัยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องบังเอิญหรือมีเหตุปัจจัยอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่


จากการประชุมคณะกรรมาธิการเมื่อวานนี้ การชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังขาดรายละเอียดทางวิชาการที่เพียงพอ โดยส่วนใหญ่เป็นเพียงการนำเสนอไทม์ไลน์เหตุการณ์อย่างย่อเท่านั้น ขณะที่ปัจจุบันเหล็กกว่า 40,000 เส้นที่เคยถูกอายัดได้ถูกจำหน่ายออกไปแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของ สมอ. ที่จะต้องติดตามตรวจสอบว่าเหล็กดังกล่าวมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ และถูกจำหน่ายไปยังที่ใดบ้าง


นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ สมอ. ไม่ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ คือกรณีการตรวจสอบเหล็กจากซากอาคารของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่าเหล็กไม่ผ่านมาตรฐาน แต่ข้อมูลดังกล่าวกลับไม่ปรากฏอยู่ในคำชี้แจงของ สมอ. จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดข้อมูลส่วนนี้จึงหายไป

รวมถึงประเด็นการถอนอายัดฝุ่นแดง และการโยกย้ายอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งตนจะติดตามตรวจสอบในทุกประเด็นอย่างต่อเนื่อง โดยได้ขอมติจากคณะกรรมาธิการให้รวบรวมเอกสารและข้อมูลที่เห็นว่ายังขาดหายไปจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ ขอฝากไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมให้เข้ามาตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียด และชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อคลายข้อสงสัยของสังคม เนื่องจากตนยังมีความกังวลต่อผลการพิจารณาและการแถลงข่าวของคณะกรรมาธิการเมื่อวานนี้ และไม่ต้องการให้คณะกรรมาธิการถูกมองว่าเป็นเพียงตรายาง หรือเป็นกลไกที่ใช้รับรองความถูกต้องให้กับเรื่องที่ยังมีข้อสงสัย