“สิทธิพล” ซัดรัฐประเมินวิกฤตมาเลเซียแบนกุ้งไทยต่ำกว่าจริง จี้เร่งมาตรการช่วยเกษตรกรก่อน 15 วันอันตราย ด้าน รมช.เกษตรฯ ยันเร่งเจรจามาเลเซีย มีสัญญาณที่ดี หวังจบก่อนนายกฯ เยือนมาเลเซีย


วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงแนวทางการรับมือผลกระทบจากกรณีมาเลเซียจำกัดการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ตอบกระทู้แทน


นายสิทธิพลเริ่มต้นกระทู้ถามว่า มาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งจากไทยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 นี่คือช่วงเวลาอันตรายสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและผู้ประกอบการ เพราะระยะเวลาที่ผู้เลี้ยงกุ้งเก็บกุ้งไว้ในแพมีจำกัด หากไม่สามารถหาที่ไปให้กุ้งได้ กุ้งจะเสี่ยงติดโรคหรือตาย เกษตรกรก็จะขาดทุน มีค่าใช้จ่ายต้นทุนค่าอาหารและค่าไฟเพิ่ม หรือถ้านำออกมาขายเลย ก็มีความเสี่ยงว่าอาจล้นตลาด ราคาตลาดของกุ้งก็จะตก กระทบตลาดกุ้งทั้งประเทศ อีกทั้งช่วงนี้เป็นฤดูที่กุ้งออกเยอะ ผลกระทบจึงมากเป็นพิเศษ หากไม่ดำเนินการใดๆ ปล่อยให้กุ้งล้นตลาดจนราคาตก สุดท้ายผลกระทบจะไปตกอยู่กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจำนวนกว่า 200,000 ครอบครัว ครอบคลุม 34 จังหวัด


รัฐบาลประเมินความเสียหายอย่างไร เพราะตัวเลขจากเกษตรกรกับทางราชการนั้นต่างกันมาก เพราะราชการประเมินความเสียหายไว้ 300-400 ตันต่อเดือน ทั้งปีประเมินว่าประมาณ 4,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 400 ล้านบาท ขณะที่เกษตรกรสะท้อนว่ากระทบปีละ 4,000 ล้านบาท หรือวันละ 100 ตัน รัฐบาลประเมินเรื่องนี้อย่างไร ประเมินผลกระทบอย่างไร มีการดูหน้างานหรือไม่ว่าเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบมีจำนวนเท่าไหร่ การยืนยันตัวเลขการส่งออกกับประเทศมาเลเซียตรงกันหรือไม่ หากประเมินต่ำกว่าความจริงมากขนาดนี้ รัฐบาลไม่มีทางออกมาตรการมาช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเพียงพอแน่

...


ด้านนายวัชระพลระบุว่า การประเมินตัวเลขของกรมประมงเป็นการประเมินตัวเลขที่ได้รับจากผู้ส่งออกอย่างเป็นทางการ ตัวเลขของกรมประมงจึงเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างเชื่อถือได้ แต่อาจมีตัวเลขที่เหลื่อมกับตัวเลขจากการลงพื้นที่หรือจากกระทรวงพาณิชย์ โดยผลผลิตที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการของมาเลเซียรวมแล้วมีปริมาณ 740 ตัน ส่วนใหญ่เป็นกุ้งขาวประมาณ 669 ตัน และกุ้งกุลาดำอีกประมาณ 70 ตัน มูลค่ารวมประมาณ 122 ล้านบาท 


ทั้งนี้ ไทยส่งออกกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ไปยังมาเลเซียคิดเป็น 4% และเป็นมูลค่า 1% ของการส่งออกกุ้งทะเลไปยังตลาดโลกทั้งหมด แม้การระงับการนำเข้ากุ้งไทยของมาเลเซียจะทำให้เกิดผลกระทบโดยตรง เพราะเป็นตลาดใหญ่ แต่ก็ยังมีตลาดการส่งออกหลักอื่นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐอเมริกา หรืออีกหลายประเทศ 

 

“มาเลเซียอยากให้ไทยตอบคำถามว่า มาตรการดูแลโรคกุ้งของไทยเป็นอย่างไร มีการทำอะไรบ้างเกี่ยวกับกุ้ง จึงได้มีการตอบมาตรการเหล่านี้กลับไปที่กรมประมงของมาเลเซียในวันที่ 6 มิถุนายน 2569 แล้ว อย่างไรก็ตาม วันที่ 9 มิถุนายน 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ส่งหนังสือตรงไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของมาเลเซียเพื่อขอนัดพบและเจรจา และได้หนังสือตอบกลับมาวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรมาเลเซียติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ แต่ใจความสำคัญระบุว่า รัฐมนตรีได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ดำเนินการเจรจาและแก้ปัญหานี้โดยเร็ว”


นอกจากนี้ ที่ผ่านมาได้มีการประสานงานภายในมาตลอดระหว่างกรมประมงของมาเลเซียและกรมประมงของไทย ดังนั้น กรมประมงและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้หารือและเจรจาตลอด แต่อย่างไรก็ต้องรอทางการมาเลเซียตอบรับอีกครั้งหนึ่ง


จากนั้น นายสิทธิพลได้ถามกระทู้ต่อ โดยระบุว่า จากคำตอบของรัฐมนตรี เรื่องหนึ่งที่อาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนักคือ กระทรวงพาณิชย์มักอ้างว่าตัวเลขต่างๆ รับมาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การออกมาตรการช่วยเหลือก็จะเป็นไปตามตัวเลขนั้น อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องดีที่รัฐมนตรีรับปากเรื่องการลงสำรวจหน้าฟาร์มเพื่อตรวจผลกระทบและตัวเลขที่แท้จริง ถ้าเอาตัวเลขจากผู้ส่งออกก็ย่อมจะได้ตัวเลขที่เป็นทางการ แต่ตัวเลขของคนที่เลี้ยงกุ้งจริง รัฐมนตรีต้องลงไปถามเกษตรกร เพื่อให้สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ตรงจุดกว่านี้


อย่างน้อย วันนี้สิ่งที่ชัดเจนแล้วจากคำตอบของรัฐมนตรีคือ จนถึงวันนี้ ผ่านมาราวครึ่งเดือน ผลกระทบไม่ใช่ 400 ตันแน่ๆ โดยขั้นต่ำคือ 740 ตัน ดังนั้น สรุปได้ว่ารัฐประเมินความเสียหายหรือผลกระทบต่ำไป ประชาชนจึงออกมาส่งเสียงถึงรัฐบาลว่ากุ้งราคาตก ห่วงโซ่ประมงได้รับผลกระทบ ซึ่งไม่ได้กระทบแต่เฉพาะภาคใต้เท่านั้น แต่ลามมาถึงภาคกลางและทั่วประเทศด้วย ส่วนเรื่องการเจรจากับมาเลเซีย สิทธิพลกล่าวว่าเห็นด้วย ว่าในระดับข้าราชการต้องพยายามประสานงานอย่างเต็มที่ ทั้งในเรื่องการตรวจสุขอนามัยกุ้งและปลาต่างๆ แต่วันนี้เป็นเรื่องระดับนโยบายหรือระดับรัฐมนตรีที่จะต้องประสานให้ได้


นายสิทธิพลกล่าวต่อไปว่า คำถามคือ วันนี้รัฐบาลมีมาตรการเพื่อดูแลเกษตรกรอย่างไรบ้าง เพราะในช่วงนี้คือ 15 วันอันตราย ถ้าออกมาช่วย ก็ต้องช่วยตอนนี้ และช่วยได้เท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการดูแลต้นทุน การสนับสนุนด้านราคา หรือการหาตลาดทดแทน เพราะถ้าไม่สามารถทำในช่วงเวลานี้ก็เสี่ยงที่จะกระทบอุตสาหกรรมประมงทั้งระบบ


นอกจากนี้ ถ้าผลกระทบมากกว่า 400 ตัน ไปถึง 740 ตัน รัฐบาลจะเตรียมรับมืออย่างไร โดยเฉพาะล่าสุดที่มีมาตรการออกมาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือมาตรการ “ปลากะพงแลกกุ้ง” ความหมายคืออะไร มีการประเมินแล้วหรือยังว่ามาตรการนี้คุ้มค่าหรือไม่ และคำนึงถึงความปลอดภัยขนาดไหน


นายวัชระพลตอบคำถามนี้โดยระบุว่า กรมประมงได้พบปะกับเกษตรกรมาตลอด เรื่องที่ทำได้เร่งด่วนที่สุดคือการลดต้นทุนการผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ต้นทุนหลักของการเลี้ยงกุ้งคืออาหารและไฟฟ้า โดยค่าไฟฟ้าเป็นสัดส่วนที่สูงมาก กรมประมงจึงมีโครงการ เช่น โซลาร์โฟลตติ้ง หรือเครื่องตีน้ำ เข้ามาช่วยลดค่าไฟให้กับเกษตรกรได้อย่างเร่งด่วน


ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ กรมประมงได้ประชุมร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 พร้อมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการเร่งด่วนคือ รณรงค์การบริโภคกุ้งภายในประเทศ จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ มีโครงการที่จะเริ่มทำเลยคือ การจับคู่ธุรกิจ (business matching) กับตลาดต่างประเทศอื่นๆ และจะมีการจัดงานใหญ่ในวันที่ 2-3 กรกฎาคม 2569


นายวัชระพลยังกล่าวต่อไปว่า การเจรจากับมาเลเซียมีสัญญาณที่ค่อนข้างดี นายกรัฐมนตรีมีแผนที่จะไปเยือนมาเลเซียในเร็ววันนี้ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของมาเลเซียก็มีสัญญาณตอบรับมาก่อน และจะพยายามดำเนินการแก้ปัญหานี้ให้จบก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะได้เดินทางไปพบปะกับทางการมาเลเซียอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569


จากนั้น นายสิทธิพลได้ถามกระทู้ต่อ โดยระบุว่า รัฐมนตรีอาจจะต้องกลับไปกำชับกรมประมงว่า มาตรการส่วนใหญ่ที่กรมประมงเตรียมนั้น เป็นมาตรฐานที่ทำอยู่แล้วในช่วงปกติ เช่น การติดโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุน แต่ไม่ใช่มาตรการเร่งด่วนที่จะช่วยเกษตรกรได้ในช่วง 7-15 วันนี้ หรือการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการเลี้ยงจุลินทรีย์ ก็เป็นมาตรการที่ทำอยู่แล้ว และไม่ใช่มาตรการที่เห็นผลภายใน 7-15 วันนี้ได้เช่นกัน 


หรือหากหาตลาดเพื่อรองรับปริมาณกุ้งที่ส่งออกไปมาเลเซียไม่ได้ และกระทรวงพาณิชย์มีแผนจับคู่ธุรกิจในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม กว่าที่จะทำการจับคู่สำเร็จ กว่าจะส่งออกได้ อย่างเร็วก็เดือนสิงหาคม นั่นหมายความว่า การหาตลาดระหว่างประเทศเพื่อรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้าแทบจะทำไม่ได้เลย มาตรการที่ทำได้เฉพาะหน้าก็คือมาตรการในประเทศ แต่มาตรการในประเทศก็ติดว่าจะทำจริงได้ก็คือปลายเดือนสิงหาคม


นายสิทธิพลกล่าวต่อไปว่า นี่คือความทุกข์ร้อนของประชาชน ว่าอะไรคือมาตรการที่รัฐบาลเตรียมไว้ในช่วง 7-15 วันข้างหน้า ซึ่งตอนนี้ยังไม่มี ถ้าไม่ทำให้ถูกต้องตอนนี้ เมื่อกุ้งล้นตลาดแล้ว ราคาเสี่ยงเสียหายแล้ว จะเกิดผลกระทบกับเกษตรกรทั้งประเทศ คำถามคือ มาตรการเฉพาะหน้าของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอะไรบ้าง มาตรการ 20 บาทต่อกิโลกรัมจะออกมาเมื่อไหร่ เพราะวันนี้ราคากุ้งตกไปแล้ว หากวันนี้รัฐมนตรีถามราชการว่าราคากุ้งตกหรือยัง ก็จะได้คำตอบว่า ยังไม่ตก นั่นเป็นเพราะใช้ราคากุ้งภาคกลาง แต่ราคาที่ตกอยู่ที่หน้าฟาร์มภาคใต้ รัฐมนตรีก็ต้องไปติดตามให้ได้ว่าราคากุ้งที่หน้าฟาร์มเป็นเท่าไหร่ เพราะนั่นคือเงินจริงที่เกษตรกรจะขายได้


วันนี้มาตรการทั้งหมดของทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์เป็นมาตรการระยะยาวและรองรับที่ 400 ตัน คำถามคือวันนี้ปริมาณกุ้งเกิน 400 ตันไปแล้ว อยู่ที่ขั้นต่ำ 740 ตัน ถ้าปริมาณจนถึงสิ้นเดือนขึ้นไปมากกว่านี้ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบดูแลส่วนเกินจาก 400 ตัน รัฐบาลจะทำอย่างไรเพื่อดูแลประชาชน ปัญหานี้ใหญ่กว่าที่รัฐบาลประเมินมาก มาตรการที่เตรียมไว้ก็อาจจะไม่เพียงพอในการรับมือความเสียหาย ทั้งช้าไปและน้อยไป มาตรการหลายอย่างก็เป็นมาตรการที่ทำอยู่แล้ว แม้ส่วนราชการจะบอกว่านำมาใช้แก้ปัญหานี้ได้ แต่นั่นก็ไม่เป็นความจริง


ทางด้านนายวัชระพลระบุถึงมาตรการพยุงราคาว่า แต่เดิมจะมีคณะกรรมการกุ้ง ซึ่งตอนนี้ได้หมดไปตามวาระของรัฐบาล แต่ปัจจุบันได้เร่งให้มีการดำเนินการตั้งคณะกรรมการกุ้งขึ้นมาอย่างเร่งด่วน และน่าจะคัดกรองรายชื่อเรียบร้อยภายในวันนี้ หากมีคำสั่งอย่างเป็นทางการ ก็พร้อมจะเรียกประชุมได้ไม่เกินวันจันทร์หน้า โดยในคณะกรรมการกุ้งจะประกอบไปด้วยหลายส่วน ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนเอกชน และเกษตรกรด้วย ซึ่งจะทำหน้าที่ในการเคาะราคาที่จะช่วยพยุง เป็นมาตรการเร่งด่วนที่สามารถทำได้เลย


ส่วนเรื่องปลากะพงแลกกุ้ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตรวจปลากะพงจากมาเลเซียอย่างเข้มข้น ทำให้การนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียต้องผ่านหลายขั้นตอน และมีการตรวจเจอสารปนเปื้อนหลายตัว ประเทศไทยจึงต้องมีมาตรการที่ค่อนข้างเข้มงวด การตรวจจึงใช้เวลาหลายวัน ทำให้ทางการมาเลเซียไม่ค่อยพอใจ


นายวัชระพลกล่าวต่อไปว่า แต่ถ้าถามว่าเป็นมาตรการตอบโต้หรือไม่ มาเลเซียอยากให้ไทยตรวจสอบกุ้งอย่างเข้มงวด และทางมาเลเซียก็จะตรวจอย่างเข้มงวดเช่นเดียวกัน เรื่องปลากะพงแลกกุ้งจึงน่าจะเป็นคนละประเด็นกัน ที่มาเลเซียถามมาเป็นการถามถึงเรื่องกุ้งอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้มีข้อเสนอแนะและคำถามที่ฝากถามไปในหนังสือที่ส่งไปถึงทางการมาเลเซียแล้ว ว่า ถ้ามีการเจรจา ควรจะเจรจาภายใต้กรอบที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย (win-win) ดังนั้นการดำเนินการของกรมประมงและกระทรวงพาณิชย์ก็จะดำเนินการตามนโยบายนี้แน่นอน


ส่วนอีกมาตรการเร่งด่วนที่ช่วยเหลือเกษตรกรได้เลย ตอนนี้กรมประมงได้ประสานขอความร่วมมือจากห้องเย็นต่างๆ ให้ช่วยรับซื้อกุ้ง ซึ่งตอนนี้ได้รับการตอบรับค่อนข้างดีจากสมาคมห้องเย็นต่างๆ ถึงหลักพันตัน ส่วนที่สิทธิพลระบุถึงมาตรการส่งเสริมและลดต้นทุน จริงอยู่ว่าเป็นเรื่องที่ทำมาตลอดอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ไม่มีการวางแผน แต่ตอนนี้ได้มีการวางแผนและดำเนินการไปค่อนข้างมากแล้ว เพราะเป็นผู้กำกับดูแลด้วยตนเอง


จากนั้น นายสิทธิพลได้ฝากถึงรัฐมนตรีก่อนจบกระทู้ โดยระบุว่า ปัญหาหลักวันนี้มีแค่ 2 เรื่องที่รัฐมนตรีต้องเร่งกลับไปดำเนินการ และดีใจที่รัฐมนตรีรับปากว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการกุ้งขึ้นมา แต่ถ้าตั้งเร็วกว่านี้ก็จะออกมาตรการต่างๆ มาได้อย่างรวดเร็ว อีกเรื่องหนึ่งคือ อยากให้รัฐมนตรีชวนกรมประมงลงไปสำรวจพื้นที่ มาตรการต้องออกมาให้เพียงพอรับมือปัญหา และรัฐมนตรีจะทราบก็ต่อเมื่อลงไปดูหน้างานว่าเกษตรกรได้รับผลกระทบจริงเท่าไหร่ รัฐมนตรีจะได้แก้ปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างตรงจุดและทันกับเวลาในช่วง 15 วันอันตรายข้างหน้า