“ซาบีดา” ต้อนรับ เอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย ฉลองครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต มุ่งเน้นใช้มิติวัฒนธรรมเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ ดันวัฒนธรรมเอเชีย สู่เวทีโลก


วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. นายจาง เจี้ยนเว่ย์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อหารือแนวทางส่งเสริม และยกระดับความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีนางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายปารเมศ โพธารากุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวอุรุษยา อินทรสุขศรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องรับรอง ชั้น 7 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม


ในการนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือถึงแนวทางการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านวัฒนธรรมภายหลังการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน เมื่อปี 2568 โดยมุ่งต่อยอดความร่วมมือจากการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมสู่การสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ตลอดจนความร่วมมือด้านภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์ และการเยือนของผู้นำระดับสูงระหว่างสองประเทศ


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้มิติทางวัฒนธรรมเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการวัฒนธรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมให้สามารถสร้างคุณค่าทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

...


นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านมรดกวัฒนธรรมในกรอบองค์การยูเนสโก อีกทั้งยังได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมือด้านมรดกวัฒนธรรม เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และเผยแพร่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเอเชียสู่เวทีโลก


การหารือในครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการสานต่อมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีน และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการใช้วัฒนธรรมเป็นพลังสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชน พัฒนาศักยภาพของบุคลากร และสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจและสังคม อันจะนำไปสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืนและเกิดประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในอนาคต