“อัครเดช” ไม่ค้าน FTA ไทย-EFTA แต่ต้องมีมาตรการดูแลผู้เสียประโยชน์ ห่วงประมงไทยซ้ำรอยวิกฤตเกษตรกรโคนม จี้รัฐเร่งตั้งกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
วันที่ 17 มิ.ย. 2569 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา ระหว่างการพิจารณาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยกับสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) โดยยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านการทำ FTA แต่เห็นว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม
นายอัครเดช กล่าวว่า การทำ FTA ย่อมมีทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ ซึ่งภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมยกกรณี FTA ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโคนมไทยอย่างรุนแรง จนเกษตรกรจำนวนมากประสบปัญหาขาดทุนและเลิกอาชีพ
นายอัครเดช เปิดเผยว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำนมดิบของสหกรณ์โคนมในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ลดลงจากวันละ 250 ตัน เหลือเพียง 130 ตันต่อวัน เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายหันไปใช้นมผงนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า โดยต้นทุนหลังละลายน้ำอยู่ที่ประมาณ 15 บาทต่อลิตร ขณะที่สหกรณ์รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรในราคาประมาณ 24 บาทต่อลิตร ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถแข่งขันได้
นายอัครเดช ยังได้แสดงความกังวลว่าภาคประมงไทยอาจเผชิญชะตากรรมเดียวกับอุตสาหกรรมโคนม หากมีการเปิดเสรีทางการค้าโดยไม่มีมาตรการป้องกันและช่วยเหลือที่เพียงพอ เนื่องจากสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงจากต่างประเทศอาจเข้ามาแข่งขันจนกระทบต่อรายได้ของชาวประมงไทยทั้งในภาคทะเลและประมงน้ำจืด
...
นายอัครเดช จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันพระราชบัญญัติกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก FTA ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือ เยียวยา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าในอนาคต
“ผู้ที่ได้ประโยชน์จาก FTA อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม รัฐต้องไม่ปล่อยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง” นายอัครเดช กล่าว
นายอัครเดช เปิดเผยว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำนมดิบของสหกรณ์โคนมในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ลดลงจากวันละ 250 ตัน เหลือเพียง 130 ตันต่อวัน เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายหันไปใช้นมผงนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า โดยต้นทุนหลังละลายน้ำอยู่ที่ประมาณ 15 บาทต่อลิตร ขณะที่สหกรณ์รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรในราคาประมาณ 24 บาทต่อลิตร ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถแข่งขันได้
นายอัครเดช ยังได้แสดงความกังวลว่าภาคประมงไทยอาจเผชิญชะตากรรมเดียวกับอุตสาหกรรมโคนม หากมีการเปิดเสรีทางการค้าโดยไม่มีมาตรการป้องกันและช่วยเหลือที่เพียงพอ เนื่องจากสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงจากต่างประเทศอาจเข้ามาแข่งขันจนกระทบต่อรายได้ของชาวประมงไทยทั้งในภาคทะเลและประมงน้ำจืด
นายอัครเดช จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันพระราชบัญญัติกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก FTA ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือ เยียวยา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าในอนาคต
“ผู้ที่ได้ประโยชน์จาก FTA อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม รัฐต้องไม่ปล่อยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง” นายอัครเดช กล่าว “อัครเดช” ไม่ค้าน FTA ไทย-EFTA แต่ต้องมีมาตรการดูแลผู้เสียประโยชน์ ห่วงประมงไทยซ้ำรอยวิกฤตเกษตรกรโคนม จี้รัฐเร่งตั้งกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ”
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา ระหว่างการพิจารณาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยกับสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) โดยยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านการทำ FTA แต่เห็นว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม
นายอัครเดช กล่าวว่า การทำ FTA ย่อมมีทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ ซึ่งภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมยกกรณี FTA ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโคนมไทยอย่างรุนแรง จนเกษตรกรจำนวนมากประสบปัญหาขาดทุนและเลิกอาชีพ
นายอัครเดช เปิดเผยว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำนมดิบของสหกรณ์โคนมในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ลดลงจากวันละ 250 ตัน เหลือเพียง 130 ตันต่อวัน เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายหันไปใช้นมผงนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า โดยต้นทุนหลังละลายน้ำอยู่ที่ประมาณ 15 บาทต่อลิตร ขณะที่สหกรณ์รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรในราคาประมาณ 24 บาทต่อลิตร ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถแข่งขันได้
นายอัครเดช ยังได้แสดงความกังวลว่าภาคประมงไทยอาจเผชิญชะตากรรมเดียวกับอุตสาหกรรมโคนม หากมีการเปิดเสรีทางการค้าโดยไม่มีมาตรการป้องกันและช่วยเหลือที่เพียงพอ เนื่องจากสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงจากต่างประเทศอาจเข้ามาแข่งขันจนกระทบต่อรายได้ของชาวประมงไทยทั้งในภาคทะเลและประมงน้ำจืด
นายอัครเดช จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันพระราชบัญญัติกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก FTA ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือ เยียวยา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าในอนาคต
“ผู้ที่ได้ประโยชน์จาก FTA อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม รัฐต้องไม่ปล่อยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง” นายอัครเดช กล่าว “อัครเดช” ไม่ค้าน FTA ไทย-EFTA แต่ต้องมีมาตรการดูแลผู้เสียประโยชน์ ห่วงประมงไทยซ้ำรอยวิกฤตเกษตรกรโคนม จี้รัฐเร่งตั้งกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ”
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา ระหว่างการพิจารณาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยกับสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) โดยยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านการทำ FTA แต่เห็นว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม
นายอัครเดช กล่าวว่า การทำ FTA ย่อมมีทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ ซึ่งภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมยกกรณี FTA ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโคนมไทยอย่างรุนแรง จนเกษตรกรจำนวนมากประสบปัญหาขาดทุนและเลิกอาชีพ
นายอัครเดช เปิดเผยว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำนมดิบของสหกรณ์โคนมในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ลดลงจากวันละ 250 ตัน เหลือเพียง 130 ตันต่อวัน เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายหันไปใช้นมผงนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า โดยต้นทุนหลังละลายน้ำอยู่ที่ประมาณ 15 บาทต่อลิตร ขณะที่สหกรณ์รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรในราคาประมาณ 24 บาทต่อลิตร ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถแข่งขันได้
นายอัครเดช ยังได้แสดงความกังวลว่าภาคประมงไทยอาจเผชิญชะตากรรมเดียวกับอุตสาหกรรมโคนม หากมีการเปิดเสรีทางการค้าโดยไม่มีมาตรการป้องกันและช่วยเหลือที่เพียงพอ เนื่องจากสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงจากต่างประเทศอาจเข้ามาแข่งขันจนกระทบต่อรายได้ของชาวประมงไทยทั้งในภาคทะเลและประมงน้ำจืด
นายอัครเดช จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันพระราชบัญญัติกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก FTA ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือ เยียวยา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าในอนาคต
“ผู้ที่ได้ประโยชน์จาก FTA อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม รัฐต้องไม่ปล่อยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง” นายอัครเดช กล่าว