สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ชี้ปมสั่งเด้งพ่อเมืองภูเก็ตสะท้อนแผลลึกโครงสร้างรัฐรวมศูนย์ ปล่อยปัญหาเรื้อรังหนุนเลือกผู้ว่าฯ เอง


วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน (ปชน.) ได้แสดงความคิดเห็นถึงกรณีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีคำสั่งโยกย้ายนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยระบุว่า ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปีที่ผ่านมาภูเก็ตมีการปรับเปลี่ยนและโยกย้ายตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดบ่อยครั้งมาก บางรายเพิ่งจะเริ่มเรียนรู้และเข้าใจบริบทปัญหาของพื้นที่ก็ถูกสั่งย้าย หรือบางรายยังประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ทันลงตัว ก็ต้องเก็บกระเป๋าไปปฏิบัติหน้าที่อื่นเสียแล้ว

นายเฉลิมพงศ์ ชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องพิจารณาที่ตัวบุคคล แต่เป็นปัญหาใหญ่ที่หยั่งรากลึกในระดับโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่สร้างรายได้มหาศาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และเป็นเซนเตอร์ทางเศรษฐกิจของภาคใต้ฝั่งอันดามัน แต่ในทางกลับกัน ภูเก็ตกลับต้องแบกรับปัญหาสะสมจำนวนมาก ทั้งวิกฤตการจราจรติดขัด น้ำประปาไม่เพียงพอ การจัดการขยะ ผังเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดินโดยมิชอบ ตลอดจนปัญหาผู้มีอิทธิพลและมาเฟียต่างชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

ปัญหาที่มีความซับซ้อนเหล่านี้ ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการบริหารแบบฉาบฉวยระยะสั้น แต่เมืองโตเร็วอย่างภูเก็ตต้องการผู้นำที่มีเวลาทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ วางแผนระยะยาว และอยู่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง แต่ระบบราชการส่วนกลางในปัจจุบันกลับทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจำนวนไม่น้อยกลายเป็นเพียง “ผู้ว่าฯ ผ่านทาง” คือ มาอยู่ไม่นานก็ย้าย มาเพื่อรอเกษียณอายุราชการ มาเพื่อเป็นทางผ่านขึ้นตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือแย่ที่สุดคือมาเพื่อหาผลประโยชน์ สุดท้ายความไม่ต่อเนื่องในการบริหารเมือง ก็ตกเป็นภาระและสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนชาวภูเก็ตที่ต้องรับกรรม

...

สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน กล่าวต่อไปว่า สังคมควรตั้งคำถามอย่างจริงจังได้แล้วว่า ถึงเวลาหรือยังที่คนภูเก็ตจะได้สิทธิ์กำหนดอนาคตและทิศทางเมืองของตัวเอง ถึงเวลาหรือยังที่จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตโดยตรงจากประชาชน เพื่อให้ผู้บริหารเมืองยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริงตามหลักการกระจายอำนาจ หากผู้ว่าฯ คนไหนทำงานดี ประชาชนก็พร้อมให้โอกาสศรัทธาเลือกกลับเข้ามาทำงานต่อ แต่หากทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชนก็สามารถคัดออกได้ผ่านคูหาเลือกตั้งเมื่อครบวาระ

“การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ไม่ควรเป็นเอกสิทธิ์หรือโอกาสของคนกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่พี่น้องประชาชนในต่างจังหวัดทุกพื้นที่ควรได้รับสิทธิ์นี้อย่างเท่าเทียม อนาคตของเมืองท่องเที่ยวระดับสากลอย่างภูเก็ตไม่ควรถูกกำหนดจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว ถึงเวลาแล้วที่คนภูเก็ตจะได้เลือกคนเข้ามาบริหารภูเก็ต กำหนดอนาคตภูเก็ตด้วยมือของตนเอง เพราะเมืองของเรา อนาคตของเรา ควรเป็นคนภูเก็ตที่มีสิทธิตัดสินใจ” นายเฉลิมพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย