ศธ. จับมือ ผอ.สมศ. เล็งใช้ระบบดิจิทัลเชื่อมฐานข้อมูลสารสนเทศจากคลาวด์โดยตรง โล๊ะขั้นตอนกรอกเอกสารซ้ำซ้อน ลดภาระงานครูทั่วประเทศ


วันที่ 16 มิถุนายน 2569 ณ ห้องวชิราวุธ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และนายภาควัต ศรีสุรพล ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) พร้อมคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือแนวทางและปรับทิศทางการขับเคลื่อนระบบประกันคุณภาพภายนอกรูปแบบใหม่ร่วมกัน

นายอัครนันท์ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับนโยบายลดภาระครูเป็นอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ปัจจุบันยังคงต้องแบกรับภาระในการจัดทำรายงานและเตรียมหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อรับการประเมินเป็นจำนวนมาก ซึ่งแม้ว่าการประเมินคุณภาพการศึกษาจะยังเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษามาตรฐาน แต่ขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและสร้างภาระเกินความจำเป็นจะต้องได้รับการปรับลดโดยด่วน

แนวทางสำคัญที่กำลังพิจารณาคือ การพัฒนาระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลสารสนเทศจากระบบคลาวด์ (Cloud) ของหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรง เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ในที่เดียว ทำให้สถานศึกษาไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำซ้อนหลายรอบ โดยตนจะนำเรื่องนี้เรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และร่วมหารือกับเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป ทั้งนี้ ยืนยันว่าการปรับลดขั้นตอนดังกล่าวจะยังคงยึดมั่นในมาตรฐานคุณภาพทางวิชาการเช่นเดิม เพียงแต่ปรับกระบวนการทำงานให้กระชับและทันสมัยขึ้น เพื่อคืนเวลาให้ครูได้ทุ่มเทกับการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่

...

ด้าน ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวว่า สมศ. พร้อมขับเคลื่อนนโยบายร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการภายใต้แนวคิด “ONESQA Synergy” โดยจะปรับเปลี่ยนบทบาทของ สมศ. จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ประเมิน ให้มาเป็น “ผู้ชี้แนะเพื่อการพัฒนา” (Coach) พร้อมทั้งจะนำระบบการประเมินแบบกลุ่มพื้นที่ (Cluster-Based Assessment) มาใช้ในการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยแก้ปัญหาให้กับโรงเรียนขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนบุคลากร ช่วยลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการประเมิน และเปิดโอกาสให้ผู้บริหารสถานศึกษาได้เห็นภาพรวมและทิศทางการพัฒนาโรงเรียนในกลุ่มพื้นที่ได้อย่างชัดเจน ซึ่งโมเดลนี้ผ่านการทดสอบและพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ และจะเป็นกลไกสำคัญในการตอบสนองนโยบายลดภาระครูของรัฐบาลได้อย่างยั่งยืน