รมว.สุชาติ แจ้งเตือนรับมือ “เอลนีโญ” ลากยาวถึงปี 2570 พร้อมเปิดฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูงสู้ภัยแล้ง ด้านอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยอมรับฤดูหนาวในปีนี้อาจจะไม่หนาวเย็นเหมือนปีที่ผ่านมา
วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ให้ความสำคัญ กรณีรายงานล่าสุดของหน่วยงานด้านสภาพภูมิอากาศสากลระดับโลก ทั้ง NOAA, IRI และ ECMWF ได้ระบุผลการคาดการณ์ที่ตรงกันว่า โลกของเรามีโอกาสสูงมากถึงร้อยละ 96 - 98 ที่จะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2569 นี้ และปรากฏการณ์ดังกล่าวจะลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2570 โดยแบบจำลองชี้ว่าความรุนแรงจะพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงเดือนมกราคม 2570 ซึ่งอาจส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมหากไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือที่ดี จึงได้กำหนดนโยบายสำคัญในด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ การผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 รวมถึงการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล และได้มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) เดินหน้าเร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก จัดทำฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูงสู้ภัยแล้ง เพื่อลดความสูญเสียและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศ พร้อมทั้งเร่งให้ความรู้และแนวทางแก้ไขแก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ผลกระทบต่อประเทศไทยที่ต้องเฝ้าระวังเมื่อเริ่มเข้าสู่สถานการณ์เอลนีโญว่า จะมีผลกระทบทั้งในมิติของปริมาณฝนและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ถึงมกราคม 2570 ปริมาณฝนในหลายพื้นที่ของประเทศจะมีค่าต่ำกว่าปกติ และเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนหลักระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม แม้ไทยจะได้รับความชื้นจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มาช่วย แต่หากเอลนีโญ ทวีความรุนแรงขึ้น ปริมาณฝนในหน้าฝนก็มักจะน้อยลงไปด้วย นอกจากนี้ในช่วงปลายฤดูฝนระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม พายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกอาจก่อตัวห่างจากชายฝั่งเอเชียมากกว่าปกติ ซึ่งหากพายุเหล่านี้ไม่เคลื่อนเข้าใกล้ไทย ฝนในช่วงปลายฤดูก็จะยิ่งลดน้อยลงไปอีก รวมไปถึงพื้นที่ภาคใต้ที่จะเผชิญกับภาวะฝนน้อยลงในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมซึ่งเป็นฤดูฝนของพื้นที่ดังกล่าว ในส่วนของอุณหภูมิและสภาพอากาศ ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย ทำให้อากาศจะอบอุ่นขึ้นโดยรวม โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม 2569 ถึงกุมภาพันธ์ 2570 ซึ่งจะส่งผลให้ฤดูหนาวในปีนี้อาจจะไม่หนาวเย็นเหมือนปีที่ผ่านมา
...
ดร.พิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขและมาตรการปรับตัวรับวิกฤตตามนโยบายของ รมว.ทส. ปี 2569 นี้กรมลดโลกร้อนได้พัฒนาข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศจนถึงปี ค.ศ. 2100 ภายใต้สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ ปัจจุบัน (SSP2-4.5) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง (SSP5-8.5) ซึ่งมีความละเอียดระดับ 25 x 25 กิโลเมตร และ 5 x 5 กิโลเมตร ประกอบด้วยข้อมูลปริมาณฝน อุณหภูมิสูงสุด อุณหภูมิต่ำสุด อุณหภูมิเฉลี่ย และความชื้นสัมพัทธ์ และเผยแพร่ให้หน่วยงานต่างๆ นำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนรับมือกับน้ำท่วมและภัยแล้งในระยะยาว โดยชุดข้อมูลทั้งหมดอยู่ภายใต้ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เผยแพร่ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างครบวงจร นอกจากนี้ กรมฯ ยังร่วมกับบริษัท เวเธอร์ นิวส์ อิงค์ อยู่ระหว่างการพัฒนาชุดข้อมูลความเสี่ยงจากน้ำท่วมในแม่น้ำ ที่มีความละเอียดสูงถึง 90 เมตร x 90 เมตร โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2570
ในยุคที่โลกต้องเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพอากาศสุดขั้วที่ทวีความรุนแรงขึ้น กรมลดโลกร้อน จะพัฒนาแผนที่ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Map) ที่มีความละเอียดในระดับตำบล ครอบคลุมภัยต่างๆ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม การเพิ่มขึ้นของน้ำทะเล การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2571 โดยแผนที่ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ จะเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ โดยประโยชน์ของแผนที่ดังกล่าว มีดังนี้
การชี้เป้าพื้นที่เปราะบางและการบริหารจัดการทรัพยากร ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของแผนที่ความเสี่ยงฯ คือการบูรณาการข้อมูลสภาพภูมิอากาศเข้ากับข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีความละเอียดสูง ทำให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถระบุตำแหน่งของชุมชน พื้นที่การเกษตร หรือพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางต่อภัยคุกคาม เช่น ภัยแล้งรุนแรง น้ำท่วมฉับพลัน หรือการรุกตัวของน้ำทะเลได้อย่างแม่นยำ ข้อมูลเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญในการจัดสรรงบประมาณ การวางแผนกำลังคน และการเตรียมรับมือได้อย่างตรงจุด ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตั้งรับภัยพิบัติมาเป็นการป้องกันเชิงรุก
การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจฐานราก ในมิติของเศรษฐกิจ แผนที่ความเสี่ยงฯ เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางให้กับภาคการเกษตร เมื่อเกษตรกรและหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรทราบถึงแนวโน้มและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งหรือน้ำท่วมล่วงหน้า ย่อมสามารถนำข้อมูลไปวางแผนปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูก เลือกใช้สายพันธุ์พืชที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อม หรือเตรียมแหล่งน้ำสำรองได้อย่างเหมาะสม การปรับตัวอย่างรู้เท่าทันนี้ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องรายได้ของเกษตรกร แต่ยังเป็นการรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศไม่ให้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
การผังเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น ข้อมูลจากแผนที่ความเสี่ยงฯ ยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางการออกแบบผังเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การนำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงมาประกอบการตัดสินใจจะช่วยให้ภาครัฐหลีกเลี่ยงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในพื้นที่เสี่ยงภัย หรือสามารถออกแบบระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบระบายน้ำและถนน ให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ได้ดีขึ้น