“ยศชนัน” รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษาฯ แลกเปลี่ยนกับนักเรียนไทยในเนเธอร์แลนด์ ชูเปลี่ยนไทยจาก “ผู้ซื้อ” สู่ “ผู้สร้าง” นวัตกรรม ดึงนักวิชาชีพไทยในต่างแดนร่วมขับเคลื่อนประเทศ


วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการเดินทางปฏิบัติภารกิจที่ประเทศเนเธอร์แลนด์และเบลเยียมเพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในช่วงระหว่างวันที่ 13-20 มิถุนายน 2569 วานนี้ (14 มิ.ย.) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้พบปะพูดคุย และสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ กับกลุ่มนักเรียนและนักวิชาชีพชาวไทย ณ เมืองไอนด์โฮเฟิน ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง โดยได้กล่าวถึงทิศทางใหม่ของการพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) แทนการนำเข้าเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ควบคู่ไปกับการยกระดับอุตสาหกรรมเดิมให้สอดรับกับโครงสร้างประชากรสูงอายุ


...

ในประเด็นด้านการสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรม นายยศชนัน ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนในอดีตที่ประเทศไทยมักแก้ปัญหาด้วยการจัดซื้อเพียงอย่างเดียว ทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้และต่อยอดได้อย่างยั่งยืน โดยได้กล่าวเน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ใหม่ว่า

“เมื่อก่อนเรามักจะใช้วิธีการซื้อเทคโนโลยีมาทั้งหมดแล้วนำมาลงที่ประเทศ เราได้ของมาก็จริงแต่เราไม่ได้ความรู้ติดมาด้วย พอของเสียปุ๊บหรือตกรุ่น เราก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องคอยส่งคนมาซ่อม เพราะฉะนั้นตอนนี้เราจึงต้องเปลี่ยนแนวทาง โดยพูดคุยกับสถานทูตและเครือข่ายนักเรียนไทยในแต่ละที่ ว่าหากใครเห็นเทคโนโลยีหรืออะไรดีๆ ให้แจ้งมา เราจะดูว่าประเทศไทยทำได้ไหม ถ้าทำได้เราก็จะลองทำดู แต่ถ้าประเทศทำไม่ได้ เราจะใช้วิธีชี้เป้าเลยว่า จะนำเข้ามาเรียนรู้ก่อนบางส่วนแล้วทำเพิ่ม หรืออาจจะต่อยอดด้วยการส่งคนของเราไปเรียนที่นั่นเพื่อให้เกิดความรู้ที่ยั่งยืน”


นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ภายในประเทศที่อาจทำให้นักเรียนไทยไม่กล้าตัดสินใจเรียนในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง โดยนายยศชนัน ได้เสนอแนวคิดการใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อทลายกรอบข้อจำกัดดังกล่าวว่า

“ผมเคยเห็นว่า บางคนอยากเรียน Robotics แต่กลัวว่ากลับประเทศไทยแล้วจะไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ กลับไปแล้วจะทำอะไรไม่ได้ ก็เลยเบนเข็มไปทำเกี่ยวกับ Software แทน ซึ่งผมมองว่าอันนั้นถูกครึ่งผิดครึ่ง ความจริงแล้วถ้าเราอยากทำอะไร เราสามารถทำได้เลย โดยมองว่าทั่วโลกนี้คือ Ecosystem ของเรา ถ้าที่ไทยไม่มีเครื่องมือ ไม่เป็นไร เราสามารถใช้การทูตที่เรียกว่า Science Diplomacy เข้ามาช่วย เราอยากเทสต์อะไร อยากทำอะไร หรือผลิตอะไร ขอแค่หาให้เจอว่าที่ไหนในโลกสามารถทำได้ และนี่คือพลังของการที่เราต้องเลิกมองว่าประเทศไทยมีขอบเขตหรือมีรั้วปิดกั้น”

สำหรับการทำวิจัยของนักวิชาการไทย นายยศชนัน ระบุว่า ตอนนี้เรามีประเด็นว่า คนของเราพยายามที่จะทำงานวิจัยหรือทำเปเปอร์ต่างๆ จากการทำ Literature Review ซึ่งนั่นเป็นเรื่องยากมากที่เราจะก้าวขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่ง เพราะมันเป็นงานของใครก็ไม่รู้ คนที่คิดมาคนแรกเขาพยายามจะแก้ปัญหาเรื่องอะไรเราก็ไม่รู้ ซึ่งมันไม่ได้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่บ้านเราเลย เราไม่ได้หยิบยกเอาโจทย์หรือปัญหาในหมู่บ้านของเราขึ้นมาเป็น Priority เพื่อดึงดูดให้คนทั้งโลกมาช่วยแก้ เราจึงพยายามส่งเสริมว่า คุณจะใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศต่อไปก็ได้ ไม่เป็นไร แต่ขอให้ช่วยคิดหรือทำวิจัยบางอย่างเพื่อแก้ปัญหาในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือปัญหาที่บ้านเรากำลังเผชิญอยู่ แล้วใช้ผลงานนั้นดึงดูดให้คนเก่งๆ ทั่วโลกเข้ามาช่วยกันหาทางออก

ในส่วนของการดึงดูดการลงทุนเพื่อต่อยอดเศรษฐกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ระบุว่าการสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนระดับโลกวิ่งเข้าหาเราเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาเส้นสาย

“ผมมองว่าถ้าวันนี้เราสามารถตีพิมพ์ผลงานวิจัยดีๆ ออกมาได้ มันจะเป็นอาวุธที่ทรงพลังมาก สมมติว่าผมไม่ได้มีต้นทุนทางสังคม แต่อยากเจอคนเก่งๆ หรือบริษัทที่ใหญ่ที่สุดให้มาร่วมงานกับเรา อาวุธของเราคือการตีพิมพ์ในสิ่งที่ดีๆ เพราะเมื่อเขาได้อ่านแล้วเห็นศักยภาพ เขาจะติดต่อเรามาเอง ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เราสามารถพิสูจน์ได้ว่าไอเดียของเรามีคนพร้อมซื้อ ไอเดียของเราสามารถขายได้จริงผ่านการตีพิมพ์ในเจอร์นัลชั้นนำระดับโลก นักลงทุนและคนที่มีความพร้อมก็จะวิ่งเข้าหาเราเอง”

ในช่วงท้าย นายยศชนัน ได้กล่าวให้กำลังใจนักเรียนและนักวิชาชีพไทยในต่างแดน พร้อมทั้งให้คำมั่นถึงความพยายามในการวางรากฐานด้านเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทุกคนกลับมาร่วมพัฒนาประเทศ

“ผมขอฝากไว้ว่า ผมจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ร่วมกับทีมงานเพื่อให้ประเทศของเราดีขึ้น เราพยายามจะวางรากฐานทั้งหมดเพื่อให้พวกเราสามารถกลับมายืนอย่างภาคภูมิใจได้ว่าคนไทยก็สามารถคิดอะไรใหม่ๆ ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม การวางรากฐานนี้คาดว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมภายในช่วง 2-3 ปีนี้ และในขวบปีที่ 4 เราจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ว่าประเทศไทยเริ่มมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นของตัวเองบ้างแล้ว สุดท้ายนี้ ผมก็อยากให้ทุกคนกลับมาช่วยประเทศของเรา”