“พริษฐ์” กาง 4 เหตุผล กกต. ควรส่งคดีฮั้ว สว. ไปที่ศาล ชี้หลักฐานแน่นกว่าคดีก่อนที่ กกต. เคยส่งศาล ทั้งโพย-คลิปเสียง-เส้นทางเงินชัด ยืนยันพรรคประชาชนตามติดคดีไม่ปล่อย
วันที่ 14 มิถุนายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. กรณีตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ว่า ผลการวินิจฉัยของ กกต. สามารถออกมาได้ 3 แนวทาง คือ ส่งเรื่องฟ้องทั้ง 229 คน ตามคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 แนวทางที่ 2 คือ ยกคำร้องทั้งหมด ตามคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ซึ่งตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจ หรือแนวทางที่ 3 คือส่งฟ้องเพียงบางส่วน และยกคำร้องเพียงบางส่วน ซึ่งอาจเป็นไปเพื่อปกป้องคนบางคน โดยทางพรรคประชาชนคาดหวังให้ กกต. ดำเนินการไปตามแนวทางที่ 1 โดยมีเหตุผลสำคัญ 4 ประการได้แก่
เหตุผลแรกคือ หลักฐานในสำนวนนี้มีความชัดเจนและหนักแน่นกว่าหลักฐานในคดีก่อน ๆ ที่ กกต. เคยส่งเรื่องไปที่ศาล โดยนายพริษฐ์ ระบุว่า สำนวนนี้มีหลักฐานหนักแน่นทั้งสถิติการลงคะแนน จะพบได้ว่ามีการเลือกกลุ่มตัวเลขเดียวกันจำนวนมาก ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก หากไม่ได้เตรียมการหรือจัดตั้งมา และตัวเลขนั้นก็สอดคล้องกับโพยที่มีการเผยแพร่กัน มีหลักฐานการนัดหมายที่โรงแรมในจังหวัดต่าง ๆ ช่วงกลางคืนก่อนการเลือกตั้ง มีหลักฐานการเดินทางโดยแกนนำเป็นคนออกค่าตั๋วเครื่องบินให้เครือข่ายมาประชุม มีอุปกรณ์ที่แจก เช่น เสื้อสีเดียวกัน มีคลิปเสียงที่กล่าวถึงการนัดหมายและการเสนอผลประโยชน์เพื่อแลกโหวตกัน รวมไปถึงเส้นทางการเงิน ซึ่งเมื่อเทียบกับคดีก่อนหน้านี้ อาทิ คดีเลือกตั้ง สว. ที่จังหวัดนครราชสีมาและชลบุรี ซึ่งมีหลักฐานเพียงการพูดคุยแลกคะแนนผ่านแชตไลน์เท่านั้น ไม่ได้มีหลักฐานแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แต่อย่างใด แต่ กกต. ก็ส่งเรื่องไปที่ศาล และศาลก็ตัดสินดำเนินคดีตัดสิทธิรับเลือกตั้ง 10 ปี จึงทำให้เห็นว่า ในเมื่อสำนวนก่อนหน้านี้ยังส่งไปได้ สำนวนนี้ก็ควรส่งไปได้เช่นกัน ดังนั้น ตนยืนยันว่า หลักฐานในสำนวนนี้หนักแน่นและชัดเจนเพียงพอแล้ว
...
เหตุผลที่สองคือ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม และเสี่ยงเป็นเพียงเครื่องมือฟอกขาว นายพริษฐ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงที่มาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดนี้ ว่าเพราะเหตุใดถึงตั้งขึ้นมาเพิ่มเติมโดยเฉพาะ ทั้งที่ กกต. มีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 คณะ นอกจากนั้น ในกระบวนการพิจารณา พบว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดนี้ ไม่เคยเรียกตัวแทนจาก DSI หรือ ตัวแทนจากคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ไปชี้แจงข้อเท็จจริงเลย ทำให้เกิดคำถามว่าพิจารณาอย่างรอบด้านหรือไม่ รวมทั้งคุณสมบัติของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ทั้ง 7 ท่าน ซึ่งหลายท่านถูกตั้งคำถามในการปฏิบัติหน้าที่ เช่น มี 2 ท่านถูกตั้งคำถามว่าพัวพันคดีทุจริต 1 ท่านเป็นจำเลยคดีทุจริตไฟฟ้าสายสีส้ม 1 ท่านเคยถูกลงโทษออกจากราชการ ถึงแม้ศาลยกฟ้องแล้ว 1 ท่านถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง ดังนั้น หาก กกต. จะเอาหลังพิงตามมติของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 จะถูกตั้งคำถามเป็นอย่างมาก
เหตุผลที่สามคือ กกต. ส่วนใหญ่ คือ 4 ใน 7 มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว.ในสำนวน นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนไม่ได้ด่วนสรุปว่า กกต.จะพิจารณาคดีนี้โดยไม่ใช้ข้อมูลหรือเหตุผล หรือเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ สว.รับรองตำแหน่ง กกต.มา แต่เมื่อการเข้าสู่ตำแหน่งมีกระบวนการเช่นนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะถูกตั้งคำถามหรือจะถูกตั้งข้อครหาเป็นพิเศษ หากผลการตัดสินออกมาค้านสายตาสังคม ดังนั้น หาก กกต.ต้องการหลุดพ้นจากข้อครหานี้ วิธีการที่เรียบง่ายที่สุดคือการมีมติส่งเรื่องทั้งหมดไปให้ศาลพิจารณา
และเหตุผลสุดท้ายคือ กกต. ถูกตั้งคำถามมาตลอด ถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ในการตรวจสอบคดีการทุจริตการเลือกตั้ง ที่อาจทำให้เกิดการตั้งคำถาม โดยนายพริษฐ์ได้เปิดคลิปหลักฐานจากผู้ตรวจการการเลือกตั้ง สว. เกี่ยวกับการพบโพยเลือกตั้งในการเลือกตั้ง สว.ระดับประเทศ แต่เจ้าหน้าที่กลับเรียกเก็บโพยเท่านั้น และไม่ได้หยุดกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งในคลิปหลักฐานพบ 1 ใน 7 กกต. เป็นผู้ออกมาตักเตือนด้วย เป็นหนึ่งในเจ็ดที่จะชี้ขาดว่าเรื่องนี้จะไปถึงศาลหรือไม่ ตนเข้าใจว่า กกต.จะออกมาชี้แจงเพิ่มเติม ว่าเป็นการจดบันทึกเลขผู้สมัครเพื่อกันลืม แต่ชี้แจงเพียงเท่านี้ไม่เพียงพอที่จะตอบคำถามสังคมได้ สิ่งที่ กกต.ควรชี้แจงเพิ่มเติมคือ คำพูดของหนึ่งใน กกต.ที่กล่าวในคลิปว่า “จะเป็น สว.แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะ” แสดงว่า กกต.เห็นว่าสิ่งที่อยู่ในโพยไม่สุจริต จึงเกิดคำถามว่าเห็นอะไรในโพยจึงทำให้มองว่าอาจเป็นการกระทำผิด และหลังจากการเลือกตั้งครั้งนั้น กกต.ดำเนินการอย่างไรต่อ มีการเรียกประชุมคณะ กกต.ทั้ง 7 คนทันทีหรือไม่ รวมถึงโพยที่ถูกเก็บไปอยู่ที่ไหน ถูกนำไปตรวจสอบความเชื่อมโยงต่อในสำนวนหรือไม่ หาก กกต.ไม่สามารถชี้แจงคำถามเหล่านี้ได้ และไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล อาจถูกมองว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการการโกง สว.หรือไม่
ท้ายที่สุด นายพริษฐ์กล่าวยืนยันว่า ทั้ง 4 เหตุผลนี้ เป็นเหตุผลที่ กกต.ควรส่งคำร้องทั้ง 229 คนไปที่ศาล ตามคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 หลังจากนี้ทางพรรคจะนำหลักฐานมาสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง คู่ขนานไปกับการพิจารณาของ กกต.ที่น่าจะมีผลการพิจารณาออกมาภายในเดือนกันยายน 2569 พร้อมย้ำต้องดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา ใช้มาตรฐานเดียวกันไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม