สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ครั้งที่ 3 “ชัชชาติ” คะแนนทิ้งห่างคู่แข่ง ตามด้วย “โจ ชัยวัฒน์” และยังไม่ตัดสินใจ ขณะผู้สมัคร สก. คนกรุงจ่อเลือกผู้สมัครอิสระ อันดับ 1
วันที่ 14 มิถุนายน 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เรื่อง “การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 (ครั้งที่ 3)” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,029 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 9-12 มิถุนายน 2569 สรุปผลได้ ดังนี้
คนกรุงเทพฯ อยากให้ใครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) คนต่อไป
- อันดับ 1 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) 60.08%
- อันดับ 2 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) 13.17%
- อันดับ 3 ยังไม่ตัดสินใจ 12.07%
- อันดับ 4 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) 7.39%
- อันดับ 5 นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) 3.89%
- อันดับ 6 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล (อิสระ) 1.28%
- อันดับ 7 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) 1.09%
- อื่นๆ 1.03%
คนกรุงเทพฯ คิดว่าจะเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) จากพรรคใด
- อันดับ 1 ผู้สมัครอิสระ 35.39%
- อันดับ 2 พรรคประชาชน 28.88%
- อันดับ 3 ยังไม่ตัดสินใจ 12.52%
- อันดับ 4 พรรคเพื่อไทย 10.55%
- อันดับ 5 พรรคประชาธิปัตย์ 9.96%
- อันดับ 6 พรรคภูมิใจไทย 1.58%
- อื่นๆ 1.12%
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพล 3 ครั้งที่ผ่านมา สะท้อนว่า คนกรุงเทพฯ ยังคงให้ความสำคัญกับตัวบุคคล โดยฐานเสียงเดิมของก้าวไกลเดิม และพรรคประชาชน ส่วนหนึ่งยังไม่ได้เคลื่อนมาสนับสนุน นายชัยวัฒน์ อย่างเบ็ดเสร็จ สะท้อนว่าคะแนนนิยมของพรรคไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนนิยมของผู้สมัครโดยอัตโนมัติ และการยอมรับในตัวผู้สมัครยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯ
ทางด้าน ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ยังคงให้ความสำคัญกับ “ผลงานและตัวบุคคล” มากกว่าการเมืองแบบพรรคอย่างชัดเจน โดยนายชัชชาติ ได้รับการสนับสนุนสูงถึงร้อยละ 60.08 ทิ้งห่างผู้สมัครอันดับ 2 อย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อการบริหารเมืองยังคงอยู่ในระดับสูง ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลข คือการเคลื่อนตัวของฐานเสียงทางการเมืองที่สะท้อนแนวโน้มของ “การเมืองเชิงประสิทธิภาพ” (Performance-based Politics) มากกว่าการยึดโยงกับอุดมการณ์หรือพรรคการเมือง เพียงอย่างเดียว โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลากหลายกลุ่มการเมืองยังคงพร้อมสนับสนุนผู้สมัครที่พิสูจน์ผลงานได้จริง
ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนยังรักษาความแข็งแกร่งในฐานะพลังทางเลือกของคนเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม การที่ผู้สมัครอิสระยังได้รับความนิยมสูงทั้งในระดับผู้ว่าฯ และ สก. สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ กำลังส่งสัญญาณว่าคุณภาพผู้นำและความสามารถในการแก้ปัญหามีน้ำหนักเหนือแบรนด์พรรคการเมือง ในมิติทางรัฐศาสตร์ ผลโพลครั้งนี้จึงชี้ให้เห็นว่าการเมืองกรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่ยุคที่ประชาชนตัดสินนักการเมืองจากผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้มากกว่าความนิยมเชิงอารมณ์ ซึ่งอาจเป็นทิศทางสำคัญของพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยในอนาคต
ส่องบิ๊กดาต้า Wisesight โลกโซเชียลสะท้อนอะไรในศึกผู้ว่าฯ กทม.
เพื่อฉายภาพให้เห็นบริบทขนานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนก่อนจะถึงวันเลือกตั้งจริง บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านเครื่องมือ Wisesight Bangkok Election ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 7 มิถุนายน 2569 พบแง่มุมสะท้อนกระแสสังคมออนไลน์ที่น่าสนใจและช่วยเติมเต็มภาพจำลองความต้องการของคนเมืองหลวง ดังนี้:
1. แพลตฟอร์มหลักที่ขับเคลื่อนกระแสเลือกตั้ง
Facebook: เป็นแพลตฟอร์มหลักในการรับรู้และแลกเปลี่ยนข่าวสารการเมือง มีจำนวนข้อความสูงถึง 2,584 ข้อความ ส่วนใหญ่มาจากสื่อมวลชนและหน่วยงานในการกระจายนโยบาย
TikTok: แพลตฟอร์มทรงพลังสูงสุดในการสร้างปฏิสัมพันธ์ กวาดยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) ทะลุ 1.2 ล้านครั้ง จากข้อความเพียง 530 ข้อความ เน้นคลิปไวรัลตอนแคนดิเดตลงพื้นที่จริง
X (Twitter): พื้นที่หลักของการตั้งเธรดวิเคราะห์เชิงลึกและถกเถียงด้านนโยบายเมือง มีจำนวน 613 ข้อความ
2. จัดอันดับแคนดิเดตผู้ครองยอดเอนเกจเมนต์สูงสุดบนหน้าจอ
อันดับ 1 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (5.34 ล้านเอนเกจเมนต์): ครองพื้นที่ออนไลน์เด็ดขาดจาก "คอนเทนต์ชีวิตจริง" ที่ชาวเน็ตแชร์ต่อกันเอง เช่น คลิปวิ่งออกกำลังกาย และคลิปตรวจน้ำท่วมขัง ดึงดูดผู้ใช้งานได้หลากหลายช่วงวัยทั้งบน Facebook และ TikTok
อันดับ 2 ภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ (214K เอนเกจเมนต์): ม้ามืดกลุ่มผู้สมัครอิสระ มียอดเอนเกจเมนต์เฉลี่ยต่อโพสต์สูงถึง 544 ครั้ง (เป็นอันดับ 2 รองจากชัชชาติ) ครองส่วนแบ่ง 3.6% เติบโตในกลุ่มโหวตเตอร์ที่ไม่ผูกติดกับพรรคใหญ่
อันดับ 3 ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูลมหาสุข (197K เอนเกจเมนต์): ครองส่วนแบ่งเอนเกจเมนต์ 3.2% ชูจุดเด่นด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมและการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5
อันดับ 4 ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (165K เอนเกจเมนต์): ครองส่วนแบ่งเอนเกจเมนต์ 2.7% กระแสขยับตัวเด่นชัดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องถึงต้นมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงดีเบตเข้มข้น ภาพรวม Sentiment อยู่ที่ -13 สะท้อนการถูกวิเคราะห์และตั้งคำถามสูงจากสังคม
อันดับ 5 อนุชา บูรพชัยศรี (115K เอนเกจเมนต์): ชูภาพลักษณ์นักบริหารระดับชาติ เน้นนโยบายพื้นฐานที่คนเมืองสนใจ เช่น ด้านทางเท้าและความสะอาด
บทสรุป: จากตัวเลขโพลและหน้าจอ สู่หีบเลือกตั้งจริง
แม้ว่าผลสำรวจของ สวนดุสิตโพล จะชี้ชัดว่าคะแนนนิยมของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังนำโด่ง และสถิติเอนเกจเมนต์ของ Wisesight จะช่วยตอกย้ำกระแสความตื่นตัวบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างถล่มทลายก็ตาม แต่สิ่งสำคัญที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนต้องตระหนักร่วมกันคือ ปริมาณการถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ไม่ได้หมายถึงจำนวนคะแนนเสียงที่จะเลือกจริงในคูหาเสมอไป
ท้ายที่สุดแล้ว ในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 นี้ บทสรุปที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ใครเป็นไวรัลหรือครองพื้นที่สื่อมากที่สุด แต่วัดกันที่ประชาชนคนเมืองหลวงจะร่วมมือกันเปลี่ยน "เสียงสะท้อนบนโซเชียลมีเดีย" ให้กลายเป็น "หนึ่งสิทธิ์ในคูหา" เพื่อออกไปกาบัตรเลือกตั้งผู้นำที่จะเข้ามาพัฒนาและแก้ไขปัญหาสะสมของกรุงเทพมหานครได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงในอนาคต