“รองนายกฯ พิพัฒน์” เปิดใช้ถนนพุทธภูมิ นครศรีธรรมราช ยกระดับโครงข่ายคมนาคม แก้ปัญหาจราจรเมืองนครศรีธรรมราช หนุนท่องเที่ยวทางศาสนา และเศรษฐกิจภาคใต้
วันที่ 13 มิ.ย. 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิดใช้ถนนสายแยกทางหลวงหมายเลข 4103-ถนนพุทธภูมิ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีนายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยนายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท สส.นครศรีธรรมราช ผู้บริหารกรมทางหลวงชนบท หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชน เข้าร่วมในพิธีเปิดที่บริเวณโครงการ
นายพิพัฒน์ฯ ระบุว่า กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้กรมทางหลวงชนบท (ทช.) เดินหน้าพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ลดต้นทุนด้านพลังงานและระยะเวลาในการเดินทางของประชาชน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมให้ครอบคลุมและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับโครงการก่อสร้างถนนสายแยกทางหลวงหมายเลข 4103-ถนนพุทธภูมิเปิดใช้อย่างเป็นทางการในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนครศรีธรรมราช ทั้งด้านการเดินทาง การขนส่ง และการท่องเที่ยว ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดภายในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช เพิ่มประสิทธิภาพการระบายการจราจรออกสู่พื้นที่รอบนอก สะดวกให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดและภาคใต้ โดยช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าและการเดินทางเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
...
สำหรับถนนพุทธภูมิ เป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมโยงสู่แหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาและวัฒนธรรมของนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ระยะทาง 4 กิโลเมตร มีคลองส่งน้ำของกรมชลประทานเป็นแนวเกาะกลางถนน รวมถึงก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟความยาวรวม 390 เมตร เป็นถนนสายสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมของจังหวัดนครศรีธรรมราช รองรับการขยายตัวของเมือง เตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามายังจังหวัดนครศรีธรรมราชเพิ่มมากขึ้น หากวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในอนาคต