ทนายคดีเขากระโดงเปิดหน้าชน ป้องสิทธิชาวบ้าน 5 พันไร่ ซัดเดือดพวกตัดตอนกฎหมาย หวังใช้ชื่อศาลเป็นอาวุธปิดปากประชาชน
วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความผู้รับผิดชอบคดีเขากระโดง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ดินเขากระโดงอย่างดุเดือดว่า ปัจจุบันยังคงมีบุคคลบางกลุ่มพยายามพูดเรื่องนี้วนซ้ำเพื่อชี้นำให้สังคมเชื่อว่า ศาลฎีกาตัดสินเด็ดขาดแล้ว และทุกคนในพื้นที่ 5,083 ไร่กลายเป็นผู้บุกรุก ซึ่งกรมที่ดินจะต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิทั้งหมดทันที การกระทำดังกล่าวเป็นการพูดแบบตัดตอนกฎหมายจนทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง
นายชนินทร์ชี้แจงต่อว่า คำพิพากษาในคดีหนึ่งไม่สามารถนำมาใช้เป็น "ตรายาง" เพื่อปิดปากประชาชนทั้งพื้นที่ได้ โดยเฉพาะประชาชนที่ไม่เคยเป็นคู่ความในคดีนั้น ๆ เนื่องจากกฎหมายยังคงคุ้มครองและให้สิทธิบุคคลภายนอกในการพิสูจน์สิทธิที่ดีกว่า รวมถึงสามารถนำสืบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่แตกต่างจากคดีเดิมได้ แม้คำพิพากษาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์จะยันบุคคลภายนอกได้ในบางกรณี แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะหมดสิทธิต่อสู้หรืออธิบายความบริสุทธิ์ของตนเอง
“ถ้าคดีทุกอย่างจบแล้วอย่างที่บางคนพยายามปั่นคำถามง่าย ๆ คือ แล้วเหตุใดศาลยุติธรรมจึงยังรับฟ้องคดีที่ รฟท. ฟ้องประชาชนเป็นรายแปลงอยู่ในศาลจังหวัดบุรีรัมย์ และทำไมศาลยังเปิดโอกาสให้สืบพยานหลักฐานกันอยู่” นายชนินทร์ระบุ
นอกจากนี้ทนายความคดีเขากระโดงยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงคำสั่งของศาลปกครองว่า เหตุใดศาลจึงไม่ได้สั่งให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดทั้งหมดในทันที แต่กลับสั่งให้ดำเนินการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวหมายถึงการต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ สอบสวน รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย และพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายแปลง ไม่ใช่การสั่งเพิกถอนแบบเหมาเข่ง คำว่า “กรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอน” จึงไม่ได้แปลว่า “ต้องเพิกถอนทันทีโดยไม่ฟังใคร” หากเจ้าหน้าที่รัฐรีบร้อนเพิกถอนโดยไม่ตรวจสอบแนวเขต ไม่รับฟังประชาชน และไม่ทำตามขั้นตอนของมาตรา 61 นั่นต่างหากที่จะเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ และสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบกฎหมาย
...
ในช่วงท้าย นายชนินทร์ได้ตำหนิกลุ่มคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นเรื่องน่าเสียใจที่คนเหล่านั้นไม่เคยรู้ข้อเท็จจริง ไม่รู้ว่าสิทธิที่ดีกว่าคืออะไร ไม่เคยเห็นสำนวนคดีใหม่ หรือไม่รู้ประวัติการออกเอกสารสิทธิในแต่ละแปลง แต่กลับ "อวดภูมิ" ออกความเห็นชี้นำสังคม ทำตัวเป็นศาลเตี้ยพิพากษาคนทั้งพื้นที่ว่าเป็นผู้โกงแผ่นดิน ทั้งที่ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องและไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ การเรียกร้องความถูกต้องไม่ควรใช้เสียงดังในสื่อแทนพยานหลักฐานเพื่อสร้างความเกลียดชัง พร้อมทิ้งท้ายเตือนสติว่า อย่าเอาคำว่าเคารพคำพิพากษาถึงที่สุด มาเป็นข้ออ้างในการไม่เคารพสิทธิของคนที่กฎหมายยังให้เขาต่อสู้คดีอยู่ คดีนี้ต้องจบด้วยข้อเท็จจริงในศาล ไม่ใช่จบด้วยความสะใจของคนนอกที่ไม่รู้สำนวน