รัฐบาลปลดล็อกตลาดทุนดิจิทัล กฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านสภาฯ วาระแรก เปิดทางธุรกิจทุกขนาดระดมทุนได้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอน ลดต้นทุนเอกสาร และเพิ่มความคล่องตัวให้ภาคธุรกิจและนักลงทุน
วันที่ 13 มิถุนายน 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎหมายเศรษฐกิจให้ทันต่อพัฒนาการของเทคโนโลยี โดยเฉพาะการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อรองรับการออกและใช้หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบ ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้
ล่าสุดร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านขั้นตอนสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการแล้วด้วยคะแนนเสียง 455 เสียง และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นพิจารณารายละเอียด ก่อนนำกลับเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2 และวาระ 3 ต่อไป ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญของการปรับโครงสร้างกฎหมายตลาดทุนไทยให้รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ การผลักดันกฎหมายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวนโยบายรัฐบาลในการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนไทยให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกรรมทางการเงินยุคใหม่ โดยหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้การออก การถือครอง การโอน และการใช้หลักทรัพย์เป็นหลักประกันสามารถดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีผลทางกฎหมาย
“รัฐบาลมองว่า กฎหมายที่ทันสมัยคือเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขัน”
น.ส.รัชดา กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ไม่ใช่การเปิดทางให้เกิดสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใหม่โดยไร้กรอบกำกับ แต่เป็นการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพให้หลักทรัพย์เดิม เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือหน่วยลงทุน เพื่อให้ธุรกรรมในตลาดทุนมีความรวดเร็ว ลดขั้นตอน ลดต้นทุนเอกสาร และเพิ่มความคล่องตัวให้ภาคธุรกิจและนักลงทุน
...
ขณะเดียวกัน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงควบคู่กัน โดยสนับสนุนให้มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิของผู้ถือหลักทรัพย์ ทะเบียนผู้ถือหลักทรัพย์ การแยกทรัพย์สินของลูกค้า การใช้หลักทรัพย์เป็นหลักประกัน รวมถึงบทกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพของตลาดทุน
“ทิศทางของรัฐบาลคือทำให้กฎหมายไทยเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่ข้อจำกัดของภาคธุรกิจ การพัฒนาตลาดทุนดิจิทัลต้องเดินไปพร้อมกับความปลอดภัย ความโปร่งใส และการกำกับดูแลที่เหมาะสม”
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนให้ผู้ประกอบการทุกขนาด โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่ต้องการเข้าถึงแหล่งทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งทำให้ตลาดทุนไทยมีความพร้อมรองรับเทคโนโลยีทางการเงินสมัยใหม่ และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว