“ชัชชาติ” ลุยยานนาวา ชูนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุครบวงจร “ไม่เหงา ไม่ป่วย มีรายได้” ตั้งเป้า เพิ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุให้ครบ 5,000 คนทั่วกรุงเทพฯ พร้อมเดินหน้าแก้ฝุ่น PM 2.5 เชิงรุก 365 วัน


วันที่ 12 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ลงพื้นที่พบปะประชาชน ที่ โรงเรียนผู้สูงอายุ เขตยานนาวา พร้อมนำเสนอนโยบายเตรียมความพร้อมกรุงเทพมหานครสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยระบุว่าปัจจุบันประชากรผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 21 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ชั้นใน เช่น เขตพระนครและเขตสัมพันธวงศ์ ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุพุ่งสูงถึงร้อยละ 35 หรือเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) กรุงเทพมหานครจึงต้องปรับมุมมองและนโยบายเพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุถูกมองว่าเป็นภาระ ผ่านหลักการดูแล 3 ด้านหลัก ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพใจ และเศรษฐกิจ


ในด้านสุขภาพ นายชัชชาติเปิดเผยแผนการพัฒนาโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียนให้เป็นศูนย์กลางการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรและเป็นต้นแบบในการขยายผล ควบคู่ไปกับการเพิ่มคลินิกผู้สูงอายุในทุกโรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุขให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่ สำหรับกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้มีปัญหาด้านการขับถ่าย กรุงเทพมหานครได้ร่วมกับ สปสช. สนับสนุนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ฟรีเฉลี่ยเดือนละ 20,000 ชิ้น และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ให้ครบ 5,000 คนทั่วกรุงเทพฯ 


นอกจากนี้ ยังเดินหน้านโยบาย ขยายเตียง 100,000 เตียง โดยใช้บ้านของผู้ป่วยเป็นเตียงพยาบาล มีทีมแพทย์และพยาบาลลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ซึ่งปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีระบบฐานข้อมูลพิกัด GPS ที่สามารถติดตามดูแลผู้ป่วยติดเตียงกว่า 6,000 คนได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

...


สำหรับการดูแลสภาพจิตใจ มุ่งเน้นการเพิ่มพื้นที่และกิจกรรมให้ผู้สูงอายุได้พบปะสังสรรค์ โดยมีแผนขยายโรงเรียนผู้สูงอายุ จากปัจจุบันที่มี 14 แห่ง ให้ครบทั้ง 50 เขต โดยร่วมมือกับภาคเอกชน รวมถึงการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโครงการกิจกรรมในชุมชน เช่น การเต้นแอโรบิก รำไทเก๊ก โยคะ และร้องเพลง นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าขยายเครือข่าย "ชมรมผู้สูงอายุ" จาก 490 แห่งในปัจจุบัน ให้เพิ่มเป็น 1,000 แห่ง ภายในระยะเวลา 4 ปี ซึ่งจะสามารถดูแลและรองรับผู้สูงอายุได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 คน


ในด้านเศรษฐกิจและรายได้ นายชัชชาติเน้นย้ำว่ากรุงเทพมหานครจะไม่ได้ใช้วิธีแจกเงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นการสร้างโอกาสและพื้นที่ให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพ โดยเตรียมพัฒนาระบบแพลตฟอร์มเพื่อรวบรวมทักษะความสามารถของผู้สูงอายุ (เช่น ช่างซ่อมประปา ไฟฟ้า รับเลี้ยงเด็ก หรือเย็บผ้า) เพื่อจับคู่กับความต้องการจ้างงานในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น คอนโดมิเนียมหรือหมู่บ้าน โดยตั้งเป้าสร้างงานให้ได้อย่างน้อย 10,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังมีการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อจ้างงานผู้สูงอายุ ควบคู่ไปกับการจัดหลักสูตรฝึกอาชีพทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้และเห็นคุณค่าในตนเอง


นอกจากประเด็นผู้สูงอายุ นายชัชชาติยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 โดยระบุว่ากรุงเทพมหานครเดินมาถูกทางแล้ว สถิติปริมาณฝุ่นลดลงถึงร้อยละ 45 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สำหรับมาตรการระยะต่อไปจะมุ่งเน้นการจัดการที่ต้นตอ โดยเฉพาะการควบคุมมาตรฐานควันดำจากรถยนต์ การขยายพื้นที่จำกัดรถเข้าเมือง (Low Emission Zone) ให้ครอบคลุมรถกระบะและรถยนต์ทั่วไปที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมไปถึงการขยายเครือข่ายการทำงานที่บ้าน (Work From Home) ในช่วงวิกฤตฝุ่นให้ถึง 500,000 คน ตลอดจนโครงการรณรงค์เปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองรถยนต์

ส่วนปัญหาการเผาชีวมวลนอกพื้นที่ กรุงเทพมหานครได้บูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครนายกและปราจีนบุรี เพื่อขอความร่วมมือเกษตรกรชะลอการเผาในช่วงที่กรุงเทพฯ เผชิญวิกฤต พร้อมกันนี้ ยังได้นำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศและวิเคราะห์ต้นตอฝุ่น (Super Station) มูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท เพื่อให้สามารถระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นรายวันได้อย่างแม่นยำ ท้ายสุดนายชัชชาติย้ำว่า การต่อสู้กับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่การทำงานเฉพาะฤดูฝุ่น แต่เป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการเตรียมความพร้อมและแก้ไขอย่างต่อเนื่องตลอด 365 วัน