เปิดประวัติ “ศุภชัย โพธิ์สุ”  ถูกปิดประตูทางการเมืองตลอดชีวิต หลังศาลพิพากษาตัดสิทธิทางการเมือง ปมถือครองที่ดินป่าดงพะทาย จ.นครพนม 220 ไร่ ปิดตำนาน “สหายแสง” แห่งค่ายสีน้ำเงิน


ปิดตำนานทางการเมืองไปอีกราย เมื่อวันนี้ (11 มิถุนายน 2569) ศาลฎีกา มีคำพิพากษาตัดสิทธิทางการเมือง นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานรัฐสภา ตลอดชีวิต ไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ปมถือครองที่ดินป่าดงพะทาย จ.นครพนม 220 ไร่ ทำให้เส้นทางการเมืองของ “ครูแก้ว” ต้องถูกยุติทันทีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป


ประวัติ “ศุภชัย โพธิ์สุ”

นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ครูแก้ว อดีตสหายแสง ปัจจุบันอายุ 68 ปี บ้านเกิดภูมิลำเนา อยู่บ้านแค ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ด้านครอบครัวสมรสกับนางพูนสุข โพธิ์สุ อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม มีบุตรสาว คือ นางสาวศุภพานี โพธิ์สุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม


นายศุภชัย พื้นฐานเป็น ลูกชาวไร่ชาวนา ครอบครัวยากจน ต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิตหาเช้ากินค่ำ แต่ไม่ทิ้งการศึกษา หลังจบ มศ.3 ในยุคนั้น จากโรงเรียนสหราษฎร์รังสฤษฏ์ อ.ศรีสงคราม และเป็นศิษย์รุ่น 10 ได้เข้ารับการศึกษาต่อ ที่วิทยาลัยครูสกลนคร หลักสูตร ปกศ.หรือ หลักสูตรการฝึกหัดครูและพัฒนาวิชาชีพครูในยุคนั้น แต่ด้วยอุดมการณ์ทางการเมือง และต้องการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ในยุคสงครามประชาชน ของกลุ่มคอมมิวนิสต์ ประมาณปี 2519 จึงหยุดเรียนกลางคันตัดสินใจ เดินเข้าป่า เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยกับกลุ่มสหาย ดาวแดง ในพื้นที่ สีแดง อ.นาแก จ.นครพนม ใช้เวลาร่วม 4 ปี ไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจออกจากป่า มาศึกษาต่อจนจบหลักสูตร และสามารถสอบบรรจุรับราชการครูได้ ประมาณ ปี 2524 แต่ยังไม่ละทิ้งอุดมการณ์ทางการเมือง นอกจากยึดอาชีพเรือจ้าง ครูบ้านนอก ยังเป็นแกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย จ.นครพนม แกนนำครู มาโดยตลอด จนกระทั่งก้าวขึ้นสู่ครูใหญ่ ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เมื่อประมาณปี 2529

...


ต่อมาภายหลัง ปี 2535 เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี ถูกขับไล่ เกิดการปะทะ ระหว่างทหาร ตำรวจ กับประชาชน จนเกิดการสูญเสีย ยุค รสช.สืบทอดอำนาจ เป็นที่มาของการ ประกาศลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี และนายอานันท์ ปันยารชุน ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ก่อนการเลือกตั้งในเวลาต่อมา ทำให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือครูแก้ว สหายแสง ตัดสินใจลาออกจาก ข้าราชการครู เพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง ในสังกัดพรรคพลังธรรม แต่สอบตก จากนั้น ได้รับการทาบทามจาก พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ในนามพรรคความหวังใหม่ ลงชิงตำแหน่ง สส.นครพนม เมื่อปี 2544 ประสบความสำเร็จ รับตำแหน่งด้วยคะแนนท่วมท้น จากชาวบ้านในพื้นที่ ก้าวสู่เส้นทางสนามการเมืองระดับชาติ


ต่อมาเมื่อปี 2545 ความหวังใหม่ ยุบรวม พรรคไทยรักไทย ยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี จึงย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และถูกยุบมาเป็นพลังประชาชน รวมเป็น ส.ส.ถึง 3 สมัย จนถึง ปี 2551 พรรคพลังประชาชน ถูกยุบ จึงย้ายไปสังกัดกับพรรคภูมิใจไทย จากการนำของ นายเนวิน ชิดชอบ ที่ก่อตั้งพรรค พร้อมได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั่งตำแหน่งตั้งแต่ปี 2552-2554 ในยุคของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสถูกโจมตีทางการเมือง กล่าวหาว่า ขายตัวเพื่อแลกตำแหน่ง และเป็นที่มาของการพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้ง ในปี 2554 ให้กับผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางกระแสความนิยม ของกลุ่มคนเสื้อแดง จนเกิดวิบากกรรมทางการเมือง สอบตกมาถึง 2 สมัย 


แต่ยังคงเดินหน้าต่อสู้ ลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน รับทราบปัญหา แสดงออกถึงอุดมการณ์ทางการเมืองมาต่อเนื่อง รวมเกือบ 8 ปี ในยุคของการรัฐประหาร ของ คสช.โดยเน้นความใกล้ชิด เข้าถึงชาวบ้าน ในที่สุดได้มีโอกาสต่อสู้ชิงตำแหน่งอีกครั้ง ในการเลือกตั้งปี เมื่อปี 2562 ผลการเลือกตั้งชนะเกินความคาดหมาย สามารถล้มแชมป์เก่า ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยสำเร็จ ได้กลับมานั่งตำแหน่ง ส.ส.เขต 1 นครพนม พรรคภูมิใจไทย ด้วยคะแนนนิยมส่วนตัว ท่วมท้น ที่สำคัญหลังชนะการเลือกตั้ง ยังได้มีโอกาสร่วมงานกับพรรคฝ่ายรัฐบาลอีกรอบ คือ พลังประชารัฐ ที่ดึง พรรคภูมิใจไทย เข้าร่วมตั้งรัฐบาล จนทำให้ทางพรรคเสนอ นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือครูแก้ว สหายแสง ไปนั่งเป็น รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 จนมีผลงานการ นั่งทำหน้าที่ประธานในการประชุมสภา รวมถึง ศึกอภิปรายซักฟอกรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้าน จนเกิดวิวาทะ กับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เจ้าของ ฉายา วีรบุรุษนาแก ทำให้ ครูแก้ว ต้องประกาศตนให้รับรู้ว่า เป็นสหายแสง อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ หรือกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย มาก่อน และพร้อมที่จะชน กับ วีรบุรุษนาแก บนเส้นทางการเมือง อีกรอบ


กระทั่ง ปี 2567 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีนายศุภชัย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสส. จังหวัดนครพนม ยึดถือครอบครองและเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน น.ส. 2 หรือใบจอง ในโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ท้องที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม โดยการซื้อที่ดินและไม่มีหลักฐานใบจองที่ดิน จำนวน 40 แปลง เนื้อที่ 220 ไร่ ทั้งที่เป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการจัดสรรที่ดิน 


ทำให้การเลือกตั้งปี 2569 นายศุภชัย ต้องเว้นวรรคทางการเมือง ไม่ลงสมัคร สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย และส่งลูกสาวลงแทน เพื่อรอผลวินิจฉัยของศาลฎีกา ล่าสุด 11 มิถุนายน 2569 ศาลฎีกา อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ ระบุว่า ที่ดินจำนวน 220 ไร่ มีเจตนารมณ์ของการจัดที่ดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากจนและเกษตรกร ย่อมเป็นการหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เป็นที่ไว้วางใจ และไม่ตรงไปตรงมา จึงสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายศุภชัยตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา